สังขละบุรี มนต์เสน่ห์เมืองกาญจนบุรี

“กาญจนบุรี” เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางที่มีผู้คนนิยมเดินทางไปท่องเที่ยว เต็มไปด้วยเรื่องราวในอดีตที่น่าสนใจ เป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เป็นสถานที่ตั้งของสะพานข้ามแม่น้ำแคว ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของไทยในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก นอกจากนี้ ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ไม่ว่าจะเป็นป่าเขาลำเนาไพร ถ้ำ หรือน้ำตก

จังหวัดกาญจนบุรี อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ 129 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 19,473 ตารางกิโลเมตร ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นป่า มีทั้งป่าโปร่งและป่าดงดิบ มีแม่น้ำสำคัญสองสายคือ แม่น้ำแควใหญ่และแม่น้ำแควน้อย ซึ่งไหลมาบรรจบรวมกันเป็นแม่น้ำแม่กลองที่บริเวณอำเภอเมืองกาญจนบุรี ทั้งนี้ จังหวัดกาญจนบุรี แบ่งการปกครองออกเป็น 13 อำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอบ่อพลอย อำเภอเลาขวัญ อำเภอพนมทวน อำเภอไทรโยค อำเภอสังขละบุรี อำเภอศรีสวัสดิ์ อำเภอท่ามะกา อำเภอท่าม่วง อำเภอทองผาภูมิ อำเภอด่านมะขามเตี้ย อำเภอหนองปรือ และอำเภอห้วยกระเจา

และวันนี้เราจะพาเพื่อนๆ ไปรู้จักกับ “สังขละบุรี” หนึ่งในอำเภอยอดนิยม ที่นักท่องเที่ยวชอบเดินทางไปหาความสนุก พักผ่อนอย่างมีความสุขในแบบบรรยากาศที่เย็นสบาย เพราะมีธรรมชาติที่สวยงามและแสนจะร่มรื่น…

“สังขละบุรี” เป็นอำเภอที่ติดต่อกับชายแดนพม่า ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีประมาณ 215 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 323 เส้นทางนี้ตัดผ่านภูเขาเลียบทะเลสาบเขื่อนวชิราลงกรณ์ เราสามารถมองเห็นทัศนียภาพทะเลสาบที่งดงามได้ ตัวอำเภอสังขละบุรี ตั้งอยู่บริเวณที่ลำน้ำสามสายมาบรรจบกัน อันได้แก่ ห้วยซองกาเลีย ห้วยบิคลี้ และห้วยรันตี รวมเรียกว่า“สามประสบ” ไหลรวมกันเป็นแม่น้ำแควน้อย ทั้งนี้ อำเภอสังขละบุรี ถือเป็นอำเภอที่มีชาวมอญมาตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก จึงสามารถพบเห็นวิถีชีวิตประเพณีเก่าแก่แบบดั้งเดิมของชาวมอญ ณ ที่แห่งนี้…

       เอาล่ะ ทีนี้ก็ได้เวลาไปดูสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในอำเภอสังขละบุรีกันแล้ว…

 

“สะพานมอญ” อยู่ในตัวอำเภอสังขละบุรี เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า สะพานอุตตมานุสรณ์ เป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทยมีความยาวถึง 850 เมตร สร้างข้ามลำน้ำซองกาเลีย สำหรับให้ประชาชนฝั่งตัวอำเภอสังขละบุรี และฝั่งหมู่บ้านชาวมอญเดินข้ามสัญจรไปมา บริเวณสะพานแห่งนี้เป็นจุดชมวิวทะเลสาบเขื่อนวชิราลงกรณ์ที่สวยงาม สามารถมองเห็นลำห้วยสายต่าง ๆ คือ ซองกาเลีย บีคลี่ และรันตี ที่ไหลมารวมกันเป็น “สามประสบ”
“เมืองบาดาล” ในอดีตเป็นวัดเก่าของหลวงพ่ออุตตมะ ที่ชาวบ้านในอำเภอสังขละบุรีให้ความนับถือเป็นอย่างมาก โดยตัววัดถูกน้ำเข้าท่วมในช่วงที่สร้างเขื่อน ทำให้จมอยู่ใต้น้ำมานานกว่า 30 ปีแล้ว โดยในช่วงน้ำลดจะสามารถสังเกตเห็นตัวโบสถ์ของวัดได้อย่างชัดเจน แต่ในช่วงน้ำขึ้นน้ำจะท่วมสูงเกือบทั้งหมด เหลือเพียงยอดของโบสถ์ให้เห็นเท่านั้น
“อุทยานแห่งชาติเขาแหลม” ห่างจากตัวเมืองประมาณ 180 กิโลเมตร ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 323 (ทองผาภูมิ – สังขละบุรี) กิโลเมตรที่ 39 – 40 ก่อนถึงอำเภอสังขละบุรีประมาณ 30 กิโลเมตร พื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอทองผาภูมิและอำเภอสังขละบุรี ป่าเขา และอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณ์ (เขาแหลม) เป็นต้น มีพื้นที่ประมาณ 815 ตารางกิโลเมตร บริเวณอุทยานฯ ร่มรื่น มีห้วยกระเต็งเจ็งไหลผ่าน สามารถกางเต็นท์พักแรมได้ และมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติไปน้ำตกกระเต็งเจ็ง

สำหรับ “น้ำตกกระเต็งเจ็ง” อยู่ใกล้กับที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาแหลม เป็นน้ำตกขนาดกลางที่มีความสูงประมาณ 30 เมตร มีชั้นน้ำตกถึง 23 ชั้น แต่ละชั้นมีความงามแตกต่างกันออกไป เหมาะกับการทัศนศึกษาดูสภาพป่าชนิดต่างๆ เช่น ป่ากล้วย ป่าไผ่ ป่าดิบ ป่าเบญจพรรณ และมีต้นไม้ขนาด 13 คนโอบ โดยเฉพาะชั้นที่ 16 นั้น มีขนาดใหญ่และสวยงามมาก การไปชมน้ำตกกะเต็งเจ็ง จากที่ทำการอุทยานฯ เดินเท้าต่อไปอีกประมาณ 2-3 ชั่วโมง เป็นระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร จะถึงน้ำตกชั้นแรก นักท่องเที่ยวจะต้องปีนป่ายผ่านสายน้ำขึ้นไปตามชั้นต่างๆ จนถึงชั้นบนสุด ด้านบนของน้ำตกจะมีจุดชมวิว ที่สามารถมองเห็นอ่างเก็บน้ำเขื่อนเขาแหลมได้ เมื่อขึ้นไปถึงแล้ว นักท่องเที่ยวสามารถเลือกเดินทางกลับโดยไม่ใช้ทางเดิม แต่เปลี่ยนเป็นเส้นทางเดินป่า ที่ยังมีสภาพป่าดิบอันสมบูรณ์ ระหว่างทางจะผ่านดงเฟิร์นที่กว้างใหญ่ตระการตา ผ่านป่าระกำ ลิ้นจี่ป่า และมะไฟป่า ตลอดทางเดินจะได้ยินเสียงน้ำตกกระทบโขดหินดังก้องอยู่ในป่าตลอดเวลา น้ำตกนี้ไม่เหมาะสำหรับการเดินทางในฤดูฝน และควรติดต่อเจ้าหน้าที่นำทางของอุทยาน ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม มีบ้านพักและสามารถกางเต็นท์พักแรมได้

สำหรับอัตราค่าเข้าชมอุทยานแห่งชาติเขาแหลมนั้น ชาวไทย ผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท ชาวต่างประเทศ ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานแห่งชาติเขาแหลม (ป้อมปี่) โทร. 0-3453-2099, 0-6131-3443 และที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เขตบางเขน โทร. 0-2562-0760 วันจันทร์ – ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30 – 18.00 น. วันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 09.00 – 15.30 น.

 ”น้ำตกเกริงกระเวีย” ขึ้นอยู่กับเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 323 (ทองผาภูมิ – สังขละบุรี) กิโลเมตรที่ 32 – 33 ใกล้กับน้ำตกไดช่องถ่อง ห่างจากอำเภอกาญจนบุรีประมาณ 173 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดเล็ก จะมองเห็นสายน้ำแผ่กระจายไหลมาจากหลายทิศทาง เหมาะสำหรับเป็นจุดพักผ่อนระหว่างการเดินทางไปอำเภอสังขละบุรี สามารถนั่งรถโดยสารสายกาญจนบุรี – สังขละบุรี จากตัวเมืองมาได้ ค่าโดยสาร 90 บาท ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง

  “น้ำตกไดช่องถ่อง” ขึ้นอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม ก่อนถึงอำเภอสังขละบุรี ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 323 (ทองผาภูมิ – สังขละบุรี) กิโลเมตรที่ 32–33 ก่อนถึงน้ำตกเกริงกระเวียเล็กน้อยจะมีป้ายทางซ้ายมือเข้าไปประมาณ 500 เมตร จากนั้นเลี้ยวขวาเข้าไปอีก 500 เมตร และต้องเดินเท้าไปอีก 600 เมตร เป็นน้ำตกขนาดกลางไหลลงสู่ทะเลสาบเขื่อนแม่กลอง สภาพป่าสมบูรณ์ร่มรื่นสวยงามมากในช่วงฤดูฝน

หรือจะเลือกไป “เที่ยวป่าสังขละบุรี” ซึ่งเป็นบริการนำเที่ยวของสถานที่พักในเขตอำเภอสังขละบุรี โดยจัดให้นักท่องเที่ยวล่องเรือไปตามลำน้ำซองกะเลีย ต่อด้วยการนั่งช้างเที่ยวป่าและล่องแก่ง ผู้สนใจติดต่อล่วงหน้าที่บริษัทนำเที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานภาคกลางเขต 1 โทร.0-3451-1200, 0-251-2500

อย่างไรก็ตาม ที่อำเภอสังขละบุรียังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมากมาย รวมถึงกิจกรรมการท่องเที่ยวเจ๋งๆ อีกเพียบ โดยเฉพาะ “ล่องแก่ง” ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก สำหรับแม่น้ำสายต่างๆ ที่นิยมใช้เล่นล่องแก่ง คือ แม่น้ำรันตี แม่น้ำบิคลี้ และแม่น้ำซองกาเลีย

ในส่วนของที่พักที่สังขละบุรี ส่วนใหญ่จะเป็นรีสอร์ทอยู่เรียงรายริมน้ำ ว่ากันว่าที่พัก ”พรไพลิน” จะดูหรูหราที่สุดในขณะนี้ เพราะเพิ่งสร้างได้ไม่นาน โดยมีห้องพัก 2 แบบ คือ แบบโซนโรงแรม และโซนบังกะโล ภายในห้องมีทีวีพร้อมระเบียงเห็นวิวริมน้ำ หากเข้าทางตลาดสดสังขละบุรีตรงเข้าไปตามป้ายเกือบสุดทาง จะมีกิจกรรมล่องแพ และขี่ช้าง (กิจกรรมเหล่านี้ถูกใจนักท่องเที่ยวนักล่ะ)
การเดินทาง

          จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางสองเลนตลอดถึง อ.ไทรโยค ทางถนนพระบรมราชชนนี หรือเพชรเกษม จากตัวเมืองกาญจนบุรี ใช้เส้นทางหลวง 323 สู่อำเภอไทรโยค อำเภอทองผาภูมิ แล้วเลี้ยวขวาไปอำเภอสังขละบุรี ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง

ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลการท่องเที่ยวเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจังหวัดกาญจนบุรี โทร. 0-3451-1778, 0-3151-2399 ประชาสัมพันธ์จังหวัดกาญจนบุรี โทร. 0-3451-2410, 0-3451-4756

ที่มา www.guru.thaidizcenter.com

นอนลอยชายกลางทะเล ณ โฮมกระเตง คลองโคน

บรรยากาศแสนสบายช่วงต้นหนาว สายลมเย็นๆ กระทบหน้า ยามที่ล่องเรือมุ่งหน้าสู่อ่าวไทย ฝั่งชายทะเลน้ำตื้น ที่ ต.คลอง-โคน จ.สมุทรสาคร มองสองข้างทางไปพลาง พูดคุยกับเจ้าของโฮมกระเตง ที่คราวนี้ขอเป็นไกด์เสียเอง ถึงเรื่องราวของคนในชุมชนที่อนุรักษ์ป่าชายเลน ไหลพรั่งพรู พร้อมความรู้ที่สามารถจับต้องได้จริง จะหาได้จากที่ไหน ก็ต้องบอกว่า ที่นี่เท่านั้น

ธรรมชาติระหว่างน้ำทะเล ป่าชายเลน สัตว์นานาชนิด และผู้คนในชุมชน ช่างสอดคล้องและกลมกลืนกันมากจนแอบคิดว่า พวกเขาสร้างมาเพื่อกันและกัน ธรรมชาติดำรงอย่างสมบูรณ์ คนในชุมชนช่วยกันดูแล ธรรมชาติก็มอบแหล่งทำมาหากินให้กับคนในชุมชนได้ตลอดไปเช่นกัน

“เอากล้วยไปด้วยนะ สักหวีก็ได้ ต้องเอาไปนะ” คุณชื่น เจ้าของโฮมกระเตงคนแรกที่ออกมาต้อนรับด้วยหน้าตายิ้มแย้ม แนะนำ บอกก่อนที่เราจะลงเรือไป เราเองก็งงว่าจะเอากล้วยไปทำไม ให้กินกลางทางหรอ ไม่หิวนะ มันไกลขนาดนั้นเลยหรอ โฮมกระเตงที่จะไปน่ะ แต่ก็เก็บคำถามไว้ในใจ แล้วลุยดีกว่า

กิจกรรมสนุกๆ ผุดรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

นั่งเรือหางยาวมุ่งหน้าหาทะเลอันกว้างใหญ่ “ที่คุณเห็นก็คือ กระเตง เป็นบ้านที่สร้างขึ้นเพื่อเฝ้าขโมยที่จะมาลอบเก็บหอยแครง” คุณริส เจ้าของโฮมกระเตงชาวเลและไกด์นำเที่ยวแนะนำ ซึ่งที่นี่เอง เป็นที่มาของการสร้างโฮมกระเตง สถานที่พักผ่อนกลางทะเล ให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสธรรมชาติแบบเลนๆ เต็มอัตรา เราเองก็งงว่า หอยแครงเนี่ยนะ จะขโมยอีกหรอ คุณริสเลยบอกว่า ที่ไหนๆ ก็มีขโมยขโจรกันทั้งนั้น ต้องระวังไว้

แล้วเรือก็ล่องออกไปเรื่อยๆ “พวกคุณคอยดูนะ มองไปทางขวามือ” คุณริสเอ่ยขึ้นพร้อมบังคับหางเสือเรือเข้าไปอีกทางหนึ่ง “มาเร็ว! ออกมาเร็ว” คุณริสตะโกน สิ่งที่เราเห็นก็คือ ฝูงลิงแสมที่ทยอยออกมาตามเสียงเรียก “เอ้า! มาเร็ว ลอยคอมาเอากล้วยไป” คุณริสกระตุ้นพวกลิง ทำให้เรารู้แล้วว่า เอากล้วยมาทำไม

เรายื่นกล้วยให้มัน ทั้งเราและมันก็กลัวๆ กล้าๆ ไม่แน่ใจว่าใครกลัวใครมากกว่ากัน แต่ก็สนุกดี เห็นสิงแสมแม่ลูกอ่อน กระเตงลูกดูดนม รีบออกมารับกล้วย แต่เสียดายที่ช้าไปหน่อย ลิงหนุ่มสาวตัวอื่นๆ แย่งไปหมด ซึ่งคุณริสคงเห็นสีหน้าของเรา เลยเอ่ยขึ้นว่า ในป่ามีของกิน บริเวณรอบๆ คลองก็มีแมงดา เขาก็หากินได้อย่างสมบูรณ์ ไม่อด เราเลยยิ้มออก

นอกจากลิงแสมแล้ว เรายังเห็นนกกระยางสีขาว นกกาน้ำสีดำ ปลาตีนตัวเบ้อเริ่ม แล้วเราก็เดินทางต่อ ไปดูการเก็บหอยแครงแบบดั้งเดิม แวะไปกินหอยนางรมสดๆ ที่ฟาร์มขนาดใหญ่ คุณริสหยิบขึ้นมาจากในน้ำ แงะกันตรงนั้นเลย เรื่องรสชาติ ขอบอกว่า หวานแบบสั่งตรงจากทะเล หากในเรือมีน้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซ่บ หอมเจียวกรอบๆ และกระถินเขียวสด คงเพิ่มดีกรีความอร่อยน่าดู

ออกมาจากอาการกินหอยสดๆ แวะไปดูหอยแมลงภู่ที่เกาะอยู่ตรงเสาไม้ คุณริสยกขึ้นมาให้ดูทั้งเสา ตามด้วยเดินเลนให้นิ่มเท้า ซึ่งคุณริสบอกว่า บริเวณเลนกว้างที่เหยียบกันอยู่ หากเป็นช่วงน้ำลดจะมีปูก้ามดาบนับร้อยวิ่งกันให้เต็มลาน แต่ตอนนี้น้ำขึ้น ปูมันลงรู ปิดปากรูไปหมดแล้ว แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเรา คุณริสเลยลุยเลนไปขุดเจ้าปูมาให้เราถ่ายรูปกัน แล้วเลยเข้าไปปลูกป่าชายเลน ที่มีต้นกล้าของต้นโกงกางให้ปลูกกันคนละต้น

ใครอยากจะสัมผัสเลนแบบเต็มๆ ก็มีกระดานเลนเตรียมไว้ให้เล่นอย่างสนุกสนาน รับรองเลอะสมใจ!!! คุณริสบอกว่า เลนที่นี่จะลึกเต็มที่ก็แค่น้ำอกเท่านั้น ใจถึงก็ลุยกันได้เลย …

ที่มา www.guru.thaidizcenter.com

เปียงหลวง ระหว่างเขตแดนและวันคืนที่ยืนหยัด

เป็นไปได้ว่าโลกมักไม่เหลือที่ทางให้เราเดินกลับหลัง นาทีที่นั่งมองภาพตรงหน้าอยู่ที่ชายแดนแห่งดอยไกลแห่งหนึ่งระหว่างเชียงใหม่และสหภาพพม่า กลางลมหนาวโบกโบยกรีดผิว ถ้อยคำภาษาอันยากสื่อสาร ภาพผ่านของสงครามแห่งเชื้อชาติ หรืออะไรก็ตามแต่ ความรู้สึกประเภทที่ว่าเราต่างกำลังก้าวเดินไปอย่างเดียวดาย มักเกิดขึ้นเสมอยามที่กำลังเหยียบยืนอยู่ในแถบถิ่นที่เป็นขอบเขตชายแดน

ผมมาถึง เปียงหลวง หมู่บ้านของชาวจีนยูนนานที่อยู่ร่วมกับผู้คนชาวไทยใหญ่ แห่งอำเภอเวียงแหง ผ่านพ้นการหมุนเหวี่ยงไปมานับร้อยครั้งของถนนบนภูเขา ภาพตรงหน้าคือความงดงามของบ้านเรือน ที่ราบทางการเกษตรหลังฤดูเก็บเกี่ยว และสุ้มเสียงหลากหลายที่ไม่ได้มีเฉพาะความคิดและถ้อยคำที่เป็นของตัวเรา

เบื้องหลังความงดงาม ยังมากมายคำถามที่สองฝากฝั่งของคำว่า “ชายแดน” ใครเลยจะรู้ว่า ท่ามกลางชีวิตที่เป็นเหมือนฝุ่นอันรองอยู่ใต้รอยล้อการเคลื่อนหมุนของโลก และเราต่างไม่มีสิทธิกำหนดทิศทางหรือจังหวะของมันแม้แต่น้อย สิ่งใดกันแน่คอยหล่อหลอมให้โลกตรงหน้ายังคงอยู่ในที่ทางของมันอย่างคงทน

อยู่ที่นี่หลายวัน บางอย่างกลางหุบเขาและเรื่องราวของอดีต ใช่หรือไม่ว่าการหยัดยืนของพวกเขาคล้ายมีเส้นทางเดินพิเศษเป็นเรื่องเฉพาะอย่าง เฉพาะตัว บางแง่มุมไร้ความต้องการการรับรู้หรือตีความ และมีจุดหมายปลายทางอยู่ในตัวของมันเอง เหตุผลอาจไม่ได้มากไปกว่า…นั่นคือวิถีทางของมัน ภูเขาไม่เคยจางคลายความสูงชัน แม้หนทางจะปรับเปลี่ยนพื้นผิวของมันไปสักเท่าไหร่ก็ตาม
จากแยกเมืองงาย เลยเชียงดาวมาไม่มาก ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1322 พาผู้คนที่พร้อมจะร่วมก้าวไปข้างหน้ากับมันขึ้นสู่ความสูงไม่ต่ำกว่าพันเมตร จากระดับทะเลปานกลาง สนสามใบไล่เรียงผ่านแสงบ่ายมีมิติ บางตอนโอบอยู่ด้วยต้นท้อออกดอกสีขาวโพลน รอบด้านงดงามและถนนก็ดูอ่อนโยน น่าหลงใหล ระยะทาง 72 กิโลเมตร ที่รอคอยบนเขาสูงยังคงเงียบงันและยาวไกล

ขึ้นลงเปิดวิวกระจ่างตาเป็นช่วง ๆ บางครั้งก็ดิ่งลงสู่หุบ บังคับให้การใช้เกียร์สโลว์เป็นเรื่องต้องเคารพสำหรับรถคันเล็ก ๆ ของเราเมื่อมาถึง บ้านเลาวู หมู่บ้านชาวไทยภูเขาเผ่าลีซอเรียงรายไล่ไปตามระดับเขา นางพญาเสือโคร่งติดดอกชมพูพราว ความหนาวเย็นแม้เป็นยามบ่ายส่งให้พวกเขามานั่งผิงไฟ พูดคุย ผสานลมหนาวกันเป็นกลุ่มที่ลานหน้าบ้าน

ชีวิตเป็นเรื่องหมุนเคลื่อนไปตามวันเวลา นาทีท้าย ๆ ที่ถนนนำเรามาส่งลงสู่ที่ราบสีน้ำตาลทอง เมืองเวียงแหงเงียบงันอยู่ในสายลมหนาว นาข้าวอันโอบล้อมเหลือเพียงลอมฟางก่ายกอง วัวควายไล่เล็มมันไปอย่างละเมียด ทว่าความเคลื่อนไหวล้วนเงียบงัน

เมืองไกล หุบดอย และการมาถึงของใครสักคน คล้ายการพบกันของคนแปลกหน้า ตัวอำเภอเวียงแหงเงียบเชียบตามแบบฉบับเมืองชายแดน สถานที่ราชการจัดตั้งและหยอดตัวเองอยู่สองข้างทาง มันไม่คึกคักตามจุดมุ่งหมายของนักเดินทางผู้ชอบค้นพบความหมายใหม่ หากแต่ก็ดำรงตนมาเนิ่นนาน นานพอที่ทำให้ใครหลายคนปักหลักและเรียกที่นี่ว่าบ้าน

จากกลุ่มเมืองชายขอบของรัฐล้านนาที่ตั้งประชิดชายแดนมากมาย ด้วยเส้นทางการค้าขายระหว่างเชียงใหม่กับพม่า เป็นเส้นทางเดินทัพขึ้นล่องของกองทัพอันเกรียงไกร ทั้งกรุงศรีอยุธยาและพม่า ว่ากันว่า ราวปี พ.ศ. 2417 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงนำทัพอันยิ่งใหญ่ผ่านเวียงแหงเพื่อไปรบพุ่งกับพม่าที่เข้ามายืดเมืองนาย ซึ่งเดิมเป็นเขตปกครองของล้านนา รัฐล้านนาที่มากมายเมืองเล็ก ๆ จึงกลายเป็นรัฐกันชนที่ทั้งพม่าและอยุธยาต่างหมายจะครอบครอง อย่างหนึ่งเพื่อการขยายราชอาณาจักร และที่สำคัญยิ่งคือใช้เป็นแหล่งเสบียงอาหารและฐานกำลังพลในการสู้รบ

ไม่เพียงปรากฏชื่ออยู่ในจารึกโบราณ หากแต่สิ่งตกทอดของเมืองไกลในหุบเขตชัดเจน เมื่อเราขึ้นไปยัง พระบรมธาตุแสนไห วัดไทยใหญ่แห่งนี้เงียบสงบ แนวคันคูเมืองเก่าและสิ่งก่อสร้างอย่างบ่อพักน้ำสำหรับไพร่พลในอดีต บ่งบอกถึงการตั้งทัพอยู่นานบริเวณลานหน้าพระบรมธาตุ ไม่เพียงเท่านั้น ได้มีการสันนิษฐานว่าเวียงแหงเองเป็นเมืองที่สมเด็จพระนเรศวรสิ้นพระชนม์ลง หลังจากยกทัพไปทำศึกกับพม่าและประชวรจนต้องถอยทัพกลับมาที่นี่

ขึ้นไปยืนอยู่เหนือความสูงบริเวณองค์พระบรมธาตุแสนไห สองฟากฝั่งแผ่นดินล้วนทอดยาวอยู่ในเขตภูเขา ราวเส้นทางมากมายในอดีตค่อย ๆ ลบเลือน สลายกลืน ไร้ความแตกต่าง นาข้าวอันไพศาลโอบล้อมรถคันเล็ก ๆ เมื่อเราแยกออกไป น้ำตกแม่ลาด ต้นธารห้วยแม่หาดและลำน้ำแม่แตง แหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงภูเขาและเบื้องล่างพี่น้องชาวปกากะญอปักหลักชีวิตลงยังพื้นราบที่ราบริมลำน้ำถูกใช้ไปในการเพาะปลูกอย่างคุ้มค่า เยี่ยมเยือนความฉ่ำชุ่มตลอดปีของน้ำตกอันเป็นแหล่งกำเนิดไฟฟ้าพลังน้ำของคนบนภูเขา

นั่งมองธารน้ำโรยตัวในความเยียบเย็นสักพัก เราก็ใช้ถนนสายเดิมเพื่อมุ่งหน้าไปยังปลายทางของมัน ปลายทางที่เป็นจุดมุ่งหมายในตัวของมันเอง ทั้งการสิ้นสุดของถนนและการกลับบ้านของใครบางคน 10 กิโลเมตร จากเวียงแหง บ้านเปียงหลวงขนัดแน่นราวเมืองในหุบเขา บ้านไม้ ตึกแถวโอบล้อมถนนสายเล็กที่ทอดผ่าน ทว่ารอบด้านในบ่ายจัดคือความเหงาเงียบของร้านรวง สินค้าประดามีจากจีน และตัวเมืองเชียงใหม่พอจะทำให้บางคนจินตนาการถึงอดีตอันคึกคักที่ผ่านพ้น

ว่ากันว่าจริง ๆ แล้ว หากจะมีการจัดตั้งอำเภอเวียงแหง บ้านเปียงหลวงที่มีประชากรอาศัยอยู่มากที่สุดน่าจะเป็นที่ที่เหมาะสม หากแต่ด้วยข้อจำกัดและหลากหลายเหตุผลในทางราชการ ผู้คนข้างบนนี้จึงผ่านพาตัวเองไปตามการเคลื่อนหมุนของคืนวันและหนทางเฉพาะของตัวเอง หนทางที่ไม่แตกต่างจากวันที่พวกเขามาถึงเมืองไกลชายแดนแห่งนี้

การมาถึงของผู้คนบนเปียงหลวง เริ่มด้วยพี่น้องชาวไทยใหญ่จากรัฐฉาน ซึ่งเส้นทางอันเชื่อมโยงได้นำพาการตั้งถิ่นฐานมาสู่ที่นี่นับร้อยปี ว่ากันว่า นายจองดี พ่อค้าวัวต่างถิ่น คือผู้นำชาวไทยใหญ่ให้มาถึงแผ่นดินกลางหุบเขาแห่งนี้ราวร้อยกว่าปีก่อน ที่ราบอันแสนกว้างใหญ่ตามความหมายของการเรียกขานเริ่มกลายเป็นชุมชน ไล่เลยจากบ้านหลังแต่งที่ชายแดน ต่อมาถึงบ้านเปียงหลวง บ้านจอง ลงไปถึงเวียงแหง ทุ่งนาสีเขียวชอุ่มและไร่ข้าวโพดผ่านพ้นตัวเอง รองรับความเป็นบ้านกลางหุบเขามาเนิ่นนาน

ไม่เพียงชาวไทยใหญ่ที่ปักหลักสืบสาน หากแต่เส้นทางอันเชื่อมโยงเป็นโครงข่ายระหว่างเวียงแหงไปสู่รัฐฉานในพม่า ยังนำพากองกำลังทหารจีนคณะชาติกองพล 92 ที่แตกพ่ายรอนแรมและใช้ชีวิตอยู่ด้วยการสู้รบ บางส่วนของทหารและครอบครัวที่แยกย่อยออกมาจากทัพที่ 3 ของ นายพลหลี่เหวินหวน คือส่วนของนายพันหลอเจี๋ยหวา ได้เลือกเปียงหลวงเป็นบ้าน ผนวกร่วมผสมผสานไปกับผู้คนไทยใหญ่ดั้งเดิม ตั้งบ้านเรือนใช้ชีวิตอยู่ด้วยการค้าขายชายแดน รวมไปถึงทหารไทยใหญ่ ซึ่งนำโดย เจ้ากอนเจิง ชนะศึก ประธานกองกำลังกู้ชาติไทยใหญ่ ที่เลือกเปียงหลวงเป็นฐานที่มั่นในการกอบกู้เอกราชจากพม่า

ความคึกคักของการค้า เส้นทางที่ปนเปไปด้วยเรื่องการของสงครามกู้ชาติ รวมไปถึงรอยยิ้มยามใครสักคนรู้จักคุณค่าของคำว่าบ้าน เหล่านี้คือสีสันที่เคยชัดเจนบนหุบเขา

“แต่ก่อนเปียงหลวงคึกคักกว่านี้เยอะ” ไคหลี แซ่ปี่ เปรยเบา ๆ ราวความหลังผ่านพ้นไปนาน ทั้งที่มันห่างหายไปไม่ถึงยี่สิบปี ด้วยพรมแดนเปิดกว้าง ผู้คนหลากหลายทั้งไทยใหญ่ หรือคนจีนยูนนานรุ่นพ่อของเขา ที่เริ่มปักหลักและหันเข้าสู่การเกษตร รวมไปถึงเรื่องค้าขายที่เชื้อชาติของตัวเองถนัด การเงินสะพัดไปทั่วตำบล เริ่มมาตั้งแต่บ้านหลักแต่งตรงชายแดนต่อมาถึงเปียงหลวงที่ห่างออกมา 2 กิโลเมตร

“เจริญกว่าข้างล่างมาก” ไคหลี หมายถึงแค่ตัวอำเภอเวียงแหงไม่ใช่แถบฝากหรือเชียงใหม่ “คนไทยใหญ่จูงวัวควายมาทีร่วมร้อยตัว ของกินของใช้จากทางเรานั้นเป็นที่ต้องการมาก” ว่ากันว่าตลาดนัดวัวควายที่บ้านหลักแต่งนั้น แสนมีสีสัน เมื่อรวมการค้าที่เปียงหลวงเข้าไปด้วย ก็ทำให้หมู่บ้านเล็ก ๆ มากมายไปด้วย “ชีวิตที่ดี”

อย่างไรก็ตาม เปียงหลวงก็ยังเป็นดินแดนดอยไกลในอดีต หากเทียบกับโลกภายนอกที่พวกเขาเลือกออกไปติดต่อค้าขาย สินค้าของกินของใช้นั้น พ่อค้าชาวจีนยูนนานที่ลงไปหามาจากเชียงใหม่ต้องรอนแรมกันร่วมอาทิตย์

“ขี่ม้าไปจนถึงบ้านเลาวู ตรงนั้นเป็นกึ่งกลางเปียงหลวงกับเมืองงาย จากนั้นต่อรถไปเชียงใหม่เป็นวัน ๆ โอ้ย สามวันโน่น กว่าจะถึงเชียงใหม่” ไคหลีว่าคนรุ่นปู่ของเขายิ่งกว่านั้น ที่ออกขบวนเดินเท้าตัดป่าลงไปเชียงใหม่ของป่าอย่างเมี่ยงแห้ง หนังเสือ เขากวาง หนังเก้ง คือสิ่งที่พวกเขานำลงไป และเกลือรวมไปถึงปลาแห้งคือสิ่งมีค่า ว่ากันว่าขบวนการค้าของผู้ชายเปียงหลวงไปกลับเชียงใหม่ร่วม 2 เดือน ภาพเช่นนี้อยู่คู่คนเปียงหลวงและเปลี่ยนรูปไปตามการพัฒนาของหนทางสู่ภูเขาที่ดีขึ้น ชีวิตงอกงามเติบโต เฒ่าชราหลายคนยังคงผ่านพ้นภาพจำเช่นนั้นไปไม่ได้ ชีวิตดีงามกำลังก่อเกิดในหุบเขาที่ต่างคนต่างรอนแรมพลัดถิ่น

“แต่มันก็เงียบเหงาเช่นนี้แหละ” ละเอียด แซ่หลี หญิงสาวลูกหลานจีนคณะชาติว่าขึ้น หลังยุคเตี่ยอันคึกคักผ่านพ้น “จริง ๆ มันเริ่มจากปิดด่าน” เธอว่าสิ่งที่คนเปียงหลวงและพื้นที่ชายขอบได้ยินได้เห็น มันส่งผลถึงความเปลี่ยนแปลง

จากปี พ.ศ. 2545 เปียงหลวงค่อย ๆ ถูกผลพวงแห่งสงครามย่อยสลายภาพแห่งความคึกคัก เมื่อพม่าสั่งปิดชายแดนที่บ้านหลักแต่ง เนื่องจากการสู้รบแสนหนักหน่วงระหว่างรัฐบาลพม่ากับกองกำลังกู้ชาติไทยใหญ่ ที่นำโดยเจ้ายอดศึก ผลลัพธ์ล่องลอยอยู่ในควันปืน อุดมการณ์ และความหวัง ทว่าภาพจริงแท้คือการเร่ร่อนทิ้งบ้านเกิดเรือนนอนของพี่น้องไทยใหญ่ ที่ส่วนใหญ่อีกมากมายจากเมืองปั่น ไกลออกไปในเขตพม่า พวกเขาพากันหนีแรงกดดันของสงครามเข้าสู่เปียงหลวงอีกระลอก ไม่นับพวกที่มาก่อน ได้หลักปักฐาน หลายคนกลายเป็นชีวิตไร้แผ่นดิน ต้องอยู่ตามศูนย์อพยพบนแดนดอย

“พวกนี้ไม่ใช่ไม่มีเงินนะ แต่อยู่ในนั้นไม่ไหว สงครามกวาดล้างหนักมาก บางคนเอาทองมาเป็นห่อผ้าเลย” ละเอียดว่าตอนด่านยังไม่ปิด ช่วงที่เป็นเด็กช่วยพ่อแม่ค้าขาย ไม่นับแรงกดดันจากการสู้รบ ความสุขของเด็ก ๆ เปียงหลวงในยุคนั้นหมายถึงเข้าไปเที่ยวน้ำตกในเขตรัฐไทยใหญ่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนัก

เราขึ้นไปจนถึงบ้านหลักแต่ง รั้วลูกกรงเหล็กถูกกั้นไว้อย่างหลวม ๆ คร่ำคร่า ทว่าหนักแน่นในความหมายว่าไม่มีการข้ามพ้นพบเจอของคนทั้งสองฟากมาเนิ่นนาน แผงค้าขายหายสูญ เหลือเพียงรอยยิ้มของพี่น้องไทยใหญ่ตามบ้านเรือน ความชัดเจนในผ้าทอปรากฏบนเสื้อผ้าลายสวยของเหล่าผู้หญิง

เหนือยอดดอยคือ ”วัดฟ้าเวียงอินทร์” ที่เคยเป็นศูนย์รวมใจของผู้คนทั้งสองฟากฝั่งขุนเขา หากในวันนี้ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ในส่วนของพม่า คือพระอุโบสถและโรงเรียนปริยัติธรรม ชัดเจนด้วยค่ายทหารและความตึงเครียดทางการเมือง จะมีผ่อนคลายบ้างก็กับการโบกมือไหว ๆ ของเหล่าทหารและรอยยิ้มจากระยะไกล พอเดาได้ในความเป็นเพื่อนร่วมโลกที่ยืนอยู่คนละเส้นเขตแดน

องค์มาระชินะเจดีย์ หรือ กองมูแหลนหลิน อันหมายถึงเจดีย์แห่ง, เขตแดนในภาษาไทยใหญ่ กำลังได้รับการบูรณะ จากการสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อคราวยกทัพผ่านไปรบกับพม่า และได้ผ่านการบูรณะครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2511 โดย เจ้ากอนเจิง ชนะศึก ในห้วงเวลาที่เปียงหลวงคือฐานที่มั่นสำคัญในการทำศึกสงคราม รูปทรงอลังการอ่อนช้อยของศิลปะไทยใหญ่ ทั้งองค์เจดีย์ หอฉัน วิหารในส่วนที่ยังเหลือเป็นของเรายังคงงดงาม แม้จะปกคลุมอยู่ด้วยความเงียบงันและบรรยากาศของการแบ่งแยก

ทางเดินไต่เลาะสันดอยไล่ไปจนจุดสูงสุด ที่มีสุสานของเจ้ากอนเจิง ชนะศึก ผู้ซึ่งหลับใหลไปพร้อมกับความหวังที่เอาสงครามและอุดมการณ์การต่อสู้ เพื่อชนชาติเข้าแลกจนวันสิ้นลมหายใจ นาทีที่ยืนอยู่เหนือลมพัดทิวสนไหวเอน หลุมศพเงียบสงบไร้ความเคลื่อนไหว ไม่แตกต่างจากซากบ้านเรือนเบื้องล่างของอีกประเทศ ที่ผ่านพ้นการทำลายด้วยแรงสู้รบ วันเวลา และการย่อยสลายของความไว้วางใจ

ใช่หรือไม่ว่าภูเขาคือพื้นที่อันพิเศษสำหรับคนที่อยู่กับมัน พวกเขาไม่เคยผิดพลาดในเรื่องการก้าวย่างอยู่บนความสูงชันอันหนาวเหน็บใช้ชีวิต หรือสืบทอดอุดมการณ์ แต่ใครจะบอกได้ว่าสงครามและหนทางที่บางคนเลือก ได้นำพาอะไรมาสู่ภูเขาอันเป็นบ้านแสนงดงามแห่งนี้

จะว่าไป เปียงหลวงไม่ใช่หมู่บ้านในหุบเขาแปลกหน้ามาแล้วหลายสิบปี ทุกอย่างเดินทางมาถึงเท่าที่การเปลี่ยนแปลงทำหน้าที่ของมันอย่างเท่าเทียม ข้อคิดเขียนหรือภาพถ่ายจากนักเดินทางรุ่นเก่า หรือความเป็นเมืองที่ฉุดดึงหนุ่มสาวลูกหลานเปียงหลวง ให้ก้าวลงจากที่ราบในหุบเขายุคบุกเบิกของนายองดี เพื่อไปหางานทำในเชียงใหม่หรือเมืองกรุง เหล่านี้ล้วนมีส่วนในการเปิดเผยภาพความเป็นบ้านอันงดงามของพวกเขาเท่าที่ควร แต่บางอย่างก็เป็นตัวของตัวเองอยู่ราวกับไม่ใส่ใจกับความเปลี่ยนแปลง

อากาศกดหนักเหน็บหนาวส่งผลให้หมอกขาวอ้อยอิ่งไม่ละจากขุนเขา ตลาดเช้าเคลื่อนไหวตัวเองอยู่เท่าที่มันควรจะเป็น พี่น้องคนจีนฮ่อ ไทยใหญ่ ไล่เลยไปถึงทหารที่มาประจำการ ทุกคนมีจุดมุ่งหมายเดียวกันกับชีวิตยามเช้า แทบทุกวันผมมักผ่านพ้นตัวเองไปกับน้ำเต้าหู้และปาท่องโก๋ที่ปากทางเข้าตลาด ของกินแปลกใหม่แทรกซ้อนเรื่องราวของวัฒนธรรม เด็กน้อยแก้มแดงที่ต่องแต่งอยู่ในผ้าลวดลายจีนที่ผู้หญิงหลายคนใช้มัด ดอกไม้เมืองหนาวสีสันสดใสจมอยู่ในกระบุงเล็ก ๆ

แม่ค้าหาบคอนเร่ขายอย่างไม่น่าเชื่อว่ามันจะกลายเป็นสินค้า “ประจำวัน” ผสานกลืนไปกับของกินตามแบบฉบับจีนยูนนานอย่างก๋วยเตี๋ยวเต้าหู้อ่อน ที่มักจะหมดไม่เกินแปดโมงเช้า เต้าหู้ทอดทรงสามเหลี่ยมนั่นอีก เด็ก ๆ มักติดมือก่อนไปโรงเรียน ผักกาดเขียวดอง หัวไชเท้าดอง มีให้เลือกไม่ต่างจากหมั่นโถวและซาลาเปา ตลาดเช้าเผยตัวตนอันเป็นจริงของเปียงหลวงอยู่ชั่วครู่ ไม่ได้คึกคักอะไรนัก คล้าย ๆ กับชีวิตที่พ้นผ่านความรุ่งเรืองของพวกเขา ทว่าตามถนนและลัดเลาะเข้าไปตามตรอกซอย ล้วนคือภาพชัดเจนกระจ่างตาอันซุกซ่อนหลายเรื่องราวไว้อย่างเงียบเชียบ

ผ่านโรงเรียนราษฎร์รัฐพัฒนา เด็ก ๆ เจื้อยแจ้วสำเนียงฟังยาก ปะปนกับเสียงประกาศลักษณะ “ทางการ” อย่างที่มันจำเป็น หรือ “ต้องเป็น” บ้านเรือนไล่เลยไปตามระดับขึ้นลงของภูเขา อักษรจีนและคติธรรมที่เขียนตามหน้าบ้าน สีแดง น้ำเงิน บนพื้นขาว ทำให้รู้สึกว่าราวกับนี่ไม่ใช่เมืองไทย

ผมแวะทักพี่ละเอียดในทุกเช้า ชาร้อนที่เธอตระเตรียมแทบทุกครั้งที่พบหน้ากันทำเอาผมเกรงใจ คำว่ามิตรและน้ำชาสำหรับเธอคล้ายจะหลอมรวมอยู่ในควันหอม ๆ ยามเทชาลงจอก ตามบ้านเรือนระโยงรยางค์อยู่ด้วยไส้กรอกยูนนาน เนื้อหมูที่แขวนเผชิญอากาศเย็นเพื่อลดวันเน่าเสีย ข้าวโพดเต็มราวมีฉากหลังเป็นไม้สีน้ำตาลสวย พวกเขาใช้เลี้ยงไก่

“ถ้าเป็นหน้าผักกาดเขียวออกก็เต็มหมดล่ะ” หลัง ๆ ผมเรียกพี่ละเอียดว่าเจ้ ดูเธอจะชื่นชอบมากกว่า ตามตรอกย่อยเล็กน้อยยังคงปรากฏบ้านดินแบบจีนโบราณ ที่ก่อโดยใช้โครงไม้ไผ่ อายุอานามเท่า ๆ กับการมาถึงของชุมชนจากกองพล 93 แห่งนี้ และหากเดินเลาะไปเรื่อย ๆ ตามบ้านหลังใหญ่โตในเปียงหลวง

ว่ากันว่าบรรพบุรุษรุ่นปู่ย่าอาจเป็นนายทหารชั้นนายพัน อย่างบ้านที่อยู่หลังโรงเรียนราษฎร์รัฐพัฒนา ที่หากมองลึกเข้าไปจะเห็นอาคารสองชั้นวางตัวรูปเกือกม้า ผนังหนา ๆ และซุ้มประตูหน้าบ้านไม่เพียงกันลมหนาว แต่ยังมีช่องเล็ก ๆ สำหรับวางปืนและป้องกันกระสุน

“ส่วนใหญ่ช่างฝีมือมาจากชิงไห่กันทังนั้น ตอนนั้นเด็ก ๆ อยู่ ตื่นเต้น ดูบ้านโน้นที บ้านนี้ที” เตี่ยของเจ้ละเอียดก็เช่นกัน มีอดีตไม่แตกต่างไปจากผู้ชายแทบทุกคนในเปียงหลวง คือเป็นทหารจีนคณะชาติที่เคยจับปืนก่อนมากำจอบเสียม ผู้หญิงและครอบครัวของหลายคนเติบโตและใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่น ในการเดินทัพร่อนเร่มาก่อนจะรู้จักกับคำว่าบ้านกลางหุบเขา

จะว่าไป ความเป็นเมืองย่อม ๆ ของเปียงหลวงก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก หากเทียบกับโลกข้างล่าง ทว่ามันอัดแน่นอยู่ด้วยเรื่องราวในแทบทุกอณู สำหรับคนต้องการทำความรู้จักและเคารพความแตกต่างหลากหลายในความคิดความเชื่อ

ชายชราที่ล้อมวงไพ่นกกระจอกตามบ้านโน้นบ้านนี้ หรือแม่เฒ่าที่สื่อสารภาษาไทยไม่ได้นอกจากรอยยิ้ม ชีวิตกลางหุบเขาของคนรุ่นปู่ของเจ้ละเอียดเหมือนจะไม่ง่ายนัก สำหรับหมู่บ้านทัพทหารที่กลายเป็นหมู่บ้านเกษตรกร ความเปลี่ยนแปลงผลักดันให้วิถีชีวิตต่อสู้กับผืนดินแทนสนามรบ ข้าวดอย ข้าวโพด ลิ้นจี่ มันอาลู ผักนานา ถูกเรียนรู้สำหรับผู้ที่คิดว่าแผ่นดินมีค่ามากกว่าจะจากจร

เช่นนั้นเอง ตามบ้านเรือนหรือออกไปด้านนอกของเปียงหลวงจึงเต็มไปด้วยผืนนาทั้งของชาวจีนฮ่อและไทยใหญ่ มันเขียวชุ่มในฤดูฝนและเปลี่ยนเป็นความหวังหลังเก็บเกี่ยว สวนลิ้นจี่ให้ผลหวานกรอบ และตามแต่ละเนื้อดินที่ว่างก็มากมายไปด้วยผักต่าง ๆ ที่ใช้กินมากกว่าขาย ดอกผลจากการเปลี่ยนทิศทางของพวกเขาส่งต่อมายังเด็กหนุ่มสาวที่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เท่าที่ชีวิตบนแดนดอยจะดิ้นรนและพามันออก ออกมาหาความเท่าเทียม

“คนจีนเราเน้นเรื่องการศึกษาเคียงคู่คุณธรรม” ครูเฉาหยง แซ่หวาง เปรยเป็นประโยคแรก ๆ เมื่อเรามาถึงโรงเรียนภาษาจีนกวงหัว กลางหุบเขาห้อมล้อม มีบึงน้ำขนาดใหญ่เป็นฉากหน้า โรงเรียนจีนแห่งนี้โดดเด่นด้วยอาคารเรียนสีขาวสลับฟ้า มากมายอักษรและสำเนียงภาษาที่เป็นแบบเฉพาะของพวกเขา เด็ก ๆ ทยอยกันมาถึงหลังจากเรียนภาคปกติเสร็จสิ้นไปเมื่อปลายบ่าย เสียงเจื้อยแจ้วและเสื้อกันหนาวหลากสีราวดอกไม้เล็ก ๆ

“เทียบกับแต่ก่อน ผมว่าแค่นี้น้อยเกินไป แต่ก่อนเช้ามืด เด็ก ๆ ตื่นตีสี่ไปเรียนภาษาอังกฤษกับคนพม่าที่รับสอนแลกค่าแรง กลางวันไปโรงเรียนหลวง เย็น ๆ มาโรงเรียนภาษาถึงสามทุ่ม” ครูเฉาหยงก็เช่นเดียวกับผู้ชายยูนนานคนอื่น ๆ ในเปียงหลวง เขาผ่านช่วงเป็นวัยรุ่นติดตามพ่อ ซึ่งเป็นนายทหารมาในกองทัพ รู้จักการศึกษาก็ต่อเมื่อได้ปักหลักฝังราก

“เดี๋ยวนี้อะไร ๆ มันง่ายขึ้น ผู้ปกครองก็ยอมจ่ายค่าเล่าเรียน” โรงเรียนจีนแห่งนี้เก็บค่าเล่าเรียนเป็นเดือน เริ่มตั้งแต่อนุบาล 150 บาท เพิ่มขึ้นทีละชั้นปีละ 10 บาท ไปจนจบมัธยมศึกษาตอนต้น สอนทั้งคำนวณ ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ และที่เน้นคือภาษาจีนกลางและเรื่องจริยธรรม

“คนข้างล่างขึ้นมารับราชการบนนี้ก็มาเรียนภาษาจีนนะ สื่อสารกับเรา เขาจะได้รู้เรื่อง” ประโยคท้าย ๆ ครูมาดสุขุมยิ้มเบา ๆ มองไปยังรูปปั้นเทพเจ้านาจาที่ศาลเจ้าแม่กวนอิมที่ตั้งอยู่ข้างโรงเรียน เด็ก ๆ วิ่งกันเกรียวปะปนหลากหลายกีฬาอยู่ตรงสนามด้านหน้า เพื่อนช่างภาพเลือกมุมกับความแสนชนแทบไม่ถูก นาทีนั้นหุบเขาดูอบอุ่น มีทิศทาง และมากไปด้วยความมั่นคง ความประณีตยามไม่ต้องรอนแรมสู้รบของพวกเขาไม่เพียงถ่ายทอดอยู่ในบทกวีจีน การละเลียดชา หรือหลักธรรมคำสอน บางคราวอาจหมายรวมไปถึงสิ่งที่ถ่ายทอดผ่านมาจากมือ

หลังเด็ก ๆ เข้าเรียน ผมใช้เวลาท้าย ๆ วันอยู่ในบ้านของ อาฉิง แซ่หวาง บ้านของเธอถัดสูงขึ้นมาบนไหล่ดอย ลมหนาวสะบัดแนวผ้าจนลู่เอียง เตาไฟหน้าบ้านมากไปด้วยวัตถุดิบที่จะกลายเป็นมื้อเย็น เธอหยิบรองเท้าผ้าลายสวยออกมาให้เราดู หากแต่ใช่ว่าจะซื้อหากันได้ในทันที

“ต้องสั่ง มันใช้เวลาทำนาน” ภาษาไทยของเธอกระท่อนกระแท่นเทียบกับ สมชาย แซ่หลี่ คู่ชีวิตที่มาจากดอยแม่สลอง เขาดูคล่องกว่ายามคะยั้นคะยอให้เรากินแตงโมหวานฉ่ำ “ปลูกเอง ไม่ต้องเกรงใจ” เขายกความอร่อยสีแดงฉ่ำมาพร้อมกับชาร้อน ๆ ที่ยังไม่ทันจะดื่มก็คลายหนาวได้ด้วยน้ำใจ

นั่งดูรองเท้าผ้าของอาฉิง มันงดงามราวกับงานศิลปะที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น “จริง ๆ มีช่างเก่งอยู่แถวศาลเจ้า แต่เธอเลิกไปนานแล้ว” อาฉิงบอกถึงคนที่ผมมาตามหา ก่อนหยิบกาบไม้ไผ่ที่ได้ขนาดแข็งแรงทว่ายืดหยุ่น ก่อนที่จะผสานผ้าสีสันจัดจ้าสดใสลงไป เย็บทุกขั้นตอนด้วยมือ ลวดลายต่าง ๆ บอกถึงความถนัดและจนจัดของช่างทำรองเท้าแต่ละคน

“เดี๋ยวนี้เหลือน้อยแล้ว คนทำเฉ่าไห่” เธอพูดน้อย แต่มากรอยยิ้มรองเท้าที่เห็นในวันนี้มีน้อย เธอเลือกคู่สวย ๆ มาให้เราดู ก่อนบอกว่าหากอยากได้ให้รอสักนิด คำว่ารอของเธอไม่ใช่เป็นชั่วโมง หากหมายถึงให้เธอเลือกผ้า วัดขนาด และใช้มือที่มีขนาดเทียมเท่ากับหัวใจสร้างมันขึ้นมาอีกราวอาทิตย์ ไม่มีการร้องขอลูกค้า “อยากได้ก็บอก สั่งไว้ จะทำ” เธอหมายถึงเช่นนั้นจริงแท้

เราจากลาเธอลงมาพร้อมน้ำชาอุ่น ๆ ในลำคอ ความรู้สึกแบบญาติมิตรกรุ่นหอมอยู่ตรงเนินดอยแห่งนั้น ไม่มีเรื่องของการค้าหรือแง่มุมใดแทรกซ่อนยามไร้ซึ่งการสั่งจองรองเท้า และทุกเช้าหลังจากวันนั้น ทุกคำพูดของเธอดูห่วงใยในเรื่องอาหารการกินและที่หลับที่นอนของผมและเพื่อน ๆ ไม่ห่างตา ครอบครัว บ้าน ความอบอุ่น หลายคนที่นี่รู้จักมันตีและพร้อมส่งถึงคนอื่นก็ต่อเมื่อผ่านพ้นเรื่องราวอันหน่วงหนัก คืนค่ำหนาวเหน็บ และหนทางยาวไกล

เย็นวันหนึ่งผมยืนอยู่บนศาลเจ้าเงิน ศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่เคารพยิ่งของคนเปียงหลวง จุดสูงสุดที่มองลงไปเห็นบ้านเรือนกระจ่างตาอยู่ในที่สูง ควันไฟจากครัวพวยพุ่งเป็นไอขาวตามหย่อมย่าน แดดอุ่นฉายจับ ไร่นากลายเป็นพรมสีน้ำตาลกลางวงล้อมของแดนดอย เมื่อบ้านไม่ได้กินความแค่พื้นที่คุ้มแดดฝน หากแต่ครอบคลุมไปถึงเรื่องเชื้อชาติ สัญชาติ และขนาดของพื้นที่ที่พร้อมจะฝากฝังลมหายใจ

หนทางทอดยาวไร้การย้อนกลับก็สั้นลง และพื้นที่กว้างไกลเวิ้งว้างแห่งหนึ่งอาจหดแคบพอที่ใครสักคนพร้อมจะโอบกอดไว้ในอ้อมอก

คู่มือนักเดินทาง

เปียงหลวง คือตำบลเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของอำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ มากมายไปด้วยเรื่องราวทางวัฒนธรรมของคนจีนยูนนาน และชาวไทยใหญ่ รวมไปถึงบรรยากาศและความงดงามของภูเขาท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ

เมื่อมาถึงเวียงแหง แวะสักการะพระบรมธาตุแสนไห คู่บ้านคู่เมืองคนเวียงแหง เลยต่อไปเที่ยวเปียงหลวง ชายแดนที่บ้านหลักแต่ง ตั้งประชิดกับเมืองต๋น เขตรัฐฉาน สหภาพพม่า มี วัดฟ้าเวียงอินทร์ วัดไทยใหญ่ที่ไทยและพม่าเป็นเจ้าของประเทศละครึ่ง ข้างบนสวยงามด้วยวิวทะเลภูเขากระจ่างตา

ตลาดเช้าเปียงหลวงมีสีสัน น่าเดินและลองชิมอาหารจีนยูนนานและไทยใหญ่ ผสมผสานไปกับภาพชีวิตละลานตา

เดินเที่ยวตามบ้านเรือนและบรรยากาศแบบจีน ไม่น่าพลาดโรงเรียนภาษาจีนกวงหัว หากมีรถขับเคลื่อนสี่ล้อ อย่าลืมขึ้นไปชมเมืองเปียงหลวงกลางม่านภูเขาบนศาลเจ้าเงิน

การเดินทาง

จากตัวเมืองเชียงใหม่ ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 ผ่านอำเภอแม่ริม แม่แตง เชียงดาว แยกเข้าทางหลวงหมายเลข 1178 ตรงไปเรื่อย ๆ ถึงสามแยกแม่จา เลี้ยงซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1322 ถึงบ้านเปียงหลวง รวมระยะทาง 168 กิโลเมตร เส้นทางคดเคียวกวนบนภูเขา แต่ลาดยางตลอด รถควรมีกำลังเครื่องดีและสภาพสมบูรณ์

ที่มา www.guru.thaidizcenter.com

ลพบุรี-สระบุรี เที่ยวใกล้ๆ วันหยุดสุดสัปดาห์

เมื่อวันที่ 31 มี.ค.-1 เม.ย ที่ผ่านมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยร่วมมือกับการเคหะแห่งชาติ จัดโครงการส่งเสริมเยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อมและศึกษาประวัติศาสตร์ ณ จ. ลพบุรี-สระบุรี เพื่อสร้างความรู้ให้กับเยาวชนในเรื่องการท่องเที่ยว ควบคู่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ในแหล่งท่องเที่ยว ชุมชน บ้านเรือนที่อยู่อาศัย โดยชวนเยาวชนจากโครงการบ้านเอื้ออาทร 4 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนบางเขน (คลองถนน) ชุมชนนนทบุรี (บางใหญ่ซิตี้) ชุมชนบางบัวทอง 2 และชุมชนปทุมธานี (ลาดหลุมแก้ว1)ไปด้วย “นายรอบรู้”จึงไม่พลาดที่จะเก็บบรรยากาศและกิจกรรมสนุกๆมาให้ชมกัน
เริ่มต้นที่ วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร จ.สระบุรี แม้สายวันนี้อากาศจะร้อนอบอ้าว แต่เด็กๆกลับตื่นเต้นพูดคุยกันจนเสียงเจี๊ยวจ๊าว เพราะได้ขึ้นไปสักการบูชาพระพุทธบาทซึ่งประทับไว้บนแผ่นดินเหนือไหล่เขาบรรพต ถูกค้นพบในสมัยพระเจ้าทรงธรรม รอยพระบาทเป็นรูปทรงของเท้า ไม่มีรอยแยกถือว่าเป็นรอยของมหาบุรุษ กล่าวกันว่าถ้าเป็นคนดี แล้วมาไหว้ครบ 3 ครั้งจะไม่ตกนรก

 

จุดหมายต่อไปของเราคือ ศูนย์การบินทหารบก จ.ลพบุรี เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์วิวัฒนาการการบิน ซึ่งเป็นที่ถูกอกถูกใจของหนุ่มน้อย เพราะต่างปีนป่ายขึ้นเฮลิคอปเตอร์กันอย่างสนุกสนาน บางส่วนให้ความสนใจกับเครื่องยนตจนถึงกับบอกว่า “ผมอยากเป็นทหารครับ” พี่ทหารเลยแนะนำว่า ต้องขยันเรียนหนังสือโดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ

 

เสร็จจากที่นี้พวกเราก็แวะชม พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ จ. ลพบุรี สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา ครั้งหนึ่งพระองค์ทรงโปรดให้พระราชทานเลี้ยงแก่คณะราชทูตเซอร์วาเลีย เดอ โชมองต์จากประเทศฝรั่งเศสในพ.ศ. 2228 ซึ่งภายในพระที่นั่งจันทรพิศาล มีภาพวาดลายเส้นฝีมือชาวต่างชาติ บันทึกเหตุการณ์ภาพราชทูตฝรั่งเศสถวายพระราชสาส์นแด่สมเด็จพระนารายณ์ฯ น้องๆต่างบอกว่าได้รับความรู้ทางประวัติศาสตร์เยอะดี

 

วันรุ่งขึ้นเริ่มต้นอย่างสนุกสนาน เพราะพาชม องค์การส่งเสริมการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) จ. สระบุรี นั่งรถรางชมฟาร์ม เด็กๆต่างพากันเฮโลลงไปให้อาหารนกกระจอกเทศ อูฐ และกวางในสวนสัตว์ ต่างมีรอยยิ้มกระจายอยู่บนใบหน้า มีโอกาสได้รีดนมวัวกันเป็นครั้งแรก พอเห็นนมไหลเป็นสายออกมาจากเต้าวัว ก็หัวเราะชอบใจกันใหญ่ โดยเฉพาะน้องภูฟ้า บุญเจิม อายุ 11 ปี โรงเรียนวัดราหาร บอกเราว่าชอบกิจกรรมวันนี้ที่สุด หัวใจของงานนี้คือ การปลูกต้นไม้ ปลูกฝังให้เด็กๆช่วยกันเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้โลก ตอนบ่ายแวะไปที่ ศูนย์การทหารม้า ค่ายอดิศร จังหวัดสระบุรี ชมการจัดแสดงอาวุธ กระสุนและเครื่องแต่งกายของทหารม้าในอดีต หนุ่มน้อยบางคนถึงกับยกปืนมาลองยิงเลยทีเดียว

งานนี้นอกจากจะสนุกแล้ว ยังได้ความรู้กลับมาครบถ้วนทั้งเรื่องประวัติศาสตร์และการอนุรักษ์ธรรมชาติ
เรื่องและภาพ: กมลพร สุนทรสีมะ

ที่มา www.guru.thaidizcenter.com

เดินป่าส่องนก บนยอดดอย

ลมร้อนมาพร้อมกับหมอกควันไฟสีเทา ๆ ที่มีอยู่ทั่วในแทบภาคเหนือ แม้แต่ในกรุงเทพก็เหมือนมีหมอกควันดูขมุกขมัวท้องฟ้าไม่สดใสเป็นสีฟ้าให้เห็น อากาศเหมือนฝนจะตกแต่ก็ไม่สามารถคาดเดาอะไรได้แน่นอนเหมือนในอดีต วันนี้ร้อนอบอ้าวแต่อีกสักพักอาจมีฝนตก แต่ในปัจจุบันกลับไม่เป็นเช่นนั้น ร้อนจนเพลียหรือแสบผิว แสบตากันไปตาม ๆ กัน ทำให้ฉุกคิดว่า…..ธรรมชาติกำลังลงโทษมนุษย์ที่หยิบช่วยทรัพยากรธรรมชาติ มาใช้แต่คาดการคำนึง กว่าจะมีน้ำมันให้เราใช้เกิดการทับถมสะสมมากี่ล้านปี?
หลบร้อนขึ้นเหนืออีกครั้ง กับการเดินทางมาเยือนสู่ถิ่น…อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ที่ถือได้ว่าเป็นหลังคาประเทศไทย..ประตูสู่หลังคาโลก ด้วยความสูงที่มียอดดอยสูงสุดในประเทศไทย ถึง 2,565.3341 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ตีนเทือกเขาหิมาลัย เพื่อนร่วมทริปของผู้เขียนในครั้งนี้ เป็นเด็กเยาวชนที่ได้ผ่านการคัดเลือกจากทั่วประเทศจำนวน 70 กว่าชีวิต ร่วมเข้าค่ายเอ็กโกไทยรักษ์ป่า รุ่นที่ 38 ทุกคนต่างมีความฝันที่จะได้สัมผัสกับธรรมชาติ ร่วมกันไขความลับธรรมชาติ แก้สมการ 4 ธาตุ ที่สำคัญ คือ ดินแหล่งกำเนิดต้นไม้พืชพันธุ์ต้นกำเนิดอาหารของมนุษย์ น้ำ หล่อเลี้ยงธรรมชาติสร้างความชุ่มชื่นให้สิ่งมีชีวิต ลม อากาศที่มีหน้าที่เชื่อมต่อระบบนิเวศ และไฟ อุณหภูมิ ความร้อนที่ช่วยรักษาความสมดุลให้ธรรมชาติและสิ่งมีชีวิต

 

แปลกแต่จริงเมื่อเราอยู่ในเมืองที่มีอากาศร้อนอบอ้าว แต่พอขึ้นดอยอินทนนท์อากาศกลับเย็นสบาย อยู่ในระดับ 18 องศา มาพร้อมกับกระแสลมแทบไม่น่าเชื่อว่าจะหนาวเย็นได้เพียงนี้ ซึ่งผู้เขียนเองก็ไม่ได้เตรียมเสื้อกันหนาวไปแต่อย่างใด ทำให้ต้องผจญกับความหนาวและตัวคุ่นซึ่งร้ายกาจยิ่งนัก หากถูกกัดก็ทั้งคันและแพ้เป็นแผลบวมแดง หากใครที่คิดจะเดินป่าคงต้องเตรียมพร้อมทั้งเครื่องแต่งกายที่มิดชิด ที่สำคัญคือร่างกายต้องแข็งแรง ถึงแม้การเดินป่าในครั้งนี้ จะมีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์และเจ้าหน้าจากมูลนิธิไทยรักษ์ป่า และบ.เอ็กโก ฯ คอยดูแลอำนวยความสะดวกในเรื่องของเส้นทางแต่ก็ขอบอกว่าเหนื่อยเอาเรื่องเหมือนกัน แก่ ๆ อยากผู้เขียนเดินรั้งท้ายกลุ่มของเด็ก ๆ ตลอดทุกเส้นทาง

 

ด้วยภูมิประเทศของยอดดอยอินทนนท์มีสภาพความชุ่มชื้นและหนาวเย็นตลอดทั้งปี ทำให้ระบบนิเวศป่าไม้ที่แตกต่างกันออกไป เช่น ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าสนเขา และป่าดิบเขาที่อุดมไปด้วยมอสและเฟิร์น อีกทั้งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญ เด็กๆ และผู้เขียนสนใจมากเป็นพิเศษคือตาน้ำ ได้เดินสำรวจศึกษาป่าจนเห็นถึงแหล่งน้ำที่มาก่อนจะหล่อหลอมเป็นน้ำตก และสายน้ำลำธาร หล่อเลี้ยงส่งไปยังคนปลายน้ำ ธรรมชาติได้จัดสรรสิ่งมีชีวิตที่เป็นเครื่องมือชี้วัดทางธรรมชาติ ว่าน้ำแห่งนี้คือน้ำบริสุทธิ์ดื่มกินได้ ดอยอินทนนท์เปรียบเหมือนป่าเมืองหนาว ที่มีพืชและสัตว์บางชนิดที่แพร่กระจายมาจากถิ่นฐานเดิมในประเทศเนปาล แล้วค่อยๆ ปรับตัวให้เข้ากับสภาพสิ่งแวดล้อมจนเกิดสายพันธุ์ใหม่ เช่น รองเท้านารีอินทนนท์ นกกินปลีหางยาวสีเขียว ฯลฯ

 

ผู้เขียนได้เดินศึกษาเส้นทางธรรมชาติอ่างกา ที่เป็นแอ่งน้ำที่สูงที่สุดในประเทศไทย อากาศเย็นสบาย ตลอดเส้นทางจะพบซากกิ่งไม้ ใบไม้ มอส ไลเคนที่มีอายุ 4,600 ล้านปี จะอยู่ในพื้นที่อากาศบริสุทธิ์ เฟิร์น อายุกว่า 230 ล้านปี เห็นม้วนแบบนี้เป็นช่วงของการพักฟื้นชั่วคราวหากมีละอองหมอกก็ฟื้นตัวขึ้นมาอีก และต้นไม้ขนาดใหญ่หลากหลายสายพันธุ์ เรียกว่าธรรมชาติซ่อมแซมกันเอง ต้นหนึ่งล้มก็มีต้นใหม่เกิด สิ่งที่ได้เรียนรู้จากเจ้าหน้าที่บอกกับผู้เขียน สิ่งที่หายากในดอยอ่างกา คือ กุหลบพันปี สีขาวและสีแดง เป็นที่น่าเสียดายที่บางต้นถูกไฟไหม้จากน้ำมือมนุษย์ที่มักง่ายสูบบุหรี่แล้วโยนทิ้งทำให้ไฟไหม้ป่า ไหม้ต้นกุหลาบพันปีจนเหลือแต่ซากต้นสีดำ แต่ก็ยังโชคดีอยู่บ้างที่ผู้เขียนได้ทันได้เห็นดอกกุหลาบพันปีสีแดง และสีขาว ที่เหลืออยู่เพียงดอกเดียว ได้เก็บภาพมาฝากกัน นอกจากนี้ยังมีข้าวตอกฤาษี พืชไร้ดอกจำพวกมอส

 

จากนั้นเราเดินลัดเลาะพักกินข้าวเที่ยงกันในป่าที่บรรยากาศมีวิวน้ำตกให้ได้นั่งมองเพลิน ๆ ออก อิ่มท้อง อิ่มเอมกับบรรยากาศกันแล้วออกเดินทางต่อเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน ที่อยู่ระหว่างจอมทอง-ดอยอินทนนท์ ด้วยระบบนิเวศยังคงเป็นป่าดิบเขา ก่อให้เกิดห้องเรียนธรรมชาติ ที่นี่เป็นแหล่งที่อยู่ของ กวางผา หรือ ม้าเทวดา สัตว์ป่าสงวน 1 ใน 15 ชนิด ของประเทศไทยที่เหลือน้อยลง เจ้าหน้าที่อุทยานอาสาพาไปดู เพื่อโชคดีได้เจอ แต่ด้วยทางที่ลาดชันและรองเท้าพื้นแข็งที่ไม่เอื้ออำนวยอาจทำให้ลื่นตกไหล่ทางที่ลาดชันได้ ผู้เขียนต้องจำยอมสละสิทธิ์จึงยืนดูผาแง่ม ที่มีลักษณะเป็นหินสองแท่งขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ริมทางเดินเส้นทางศึกษาธรรมชาติ กิ่วแม่ปาน-ในเขตอุทยานดอยอินทนนท์ และออกเดินลัดเลาะทางที่ลาดชันแต่ก็มีการทำทางไว้แล้วอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่สนใจศึกษาธรรมชาติ

ความงดงามทางธรรมชาติ ประตูบ้านหลังใหญ่ ห้องเรียนขนาดใหญ่ หรือสุดแล้วแต่ว่าจะเรียกสิ่งใดนั้น ที่คือต้นน้ำอันสำคัญที่หล่อเลี้ยงทุกสรรพสิ่งของชีวิต การเดินทางไม่มีที่สุดเปรียบเสมือนสายน้ำ หากช่วยกันดูแลช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดอย่างมีคุณค่า ผู้เขียนเชื่อว่า แหล่งต้นน้ำ ก็จะยังมีน้ำหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิต คน สัตว์ พืชต้นไม้ ไปยังคนปลายน้ำให้ได้ใช้คงอยู่ต่อไป อย่าเพียงแค่รับรู้และเพิกเชยแต่ควรลงมือทำเริ่มจากสิ่งใกล้ตัว ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ใช้พลังงานที่ให้คุ้มทุน ก่อนที่ทุกสิ่งจะสายเกินแก้……..

ทริปนี้ผู้เขียนและน้อง ๆ ชาวค่ายเอ็กโกไทยรักษ์ป่า ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านและผู้สนับสนุน ทำให้เกิดการเรียนรู้มากมายบนพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ขอเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทุกนาย ที่ท่านเสียสละทุ่มเทชีวิตเพื่อรักษาผืนป่าให้คงอยู่กับประเทศไทยต่อไป…

พาเที่ยวไปกับ……โชติกา วีรนะ

ที่มา www.guru.thaidizcenter.com

ปาย-ค้นหา-ปางอุ๋ง

เห็นคนอื่นเขามีเรื่องประทับใจกับสถานที่ต่างๆ มากมายทำให้ย้อนมองดูความทรงจำดีๆ ของตัวเองบ้าง อันที่จริงมีสถานที่ในเมืองไทยหลายที่มากที่ประทับใจแตกต่างกันไปตามแต่ละอารมณ์ที่ไป แต่คราวนี้ขอเล่าประสบการณ์ตอนไป ปาย-ปายอุ๋ง ถ้าเอ่ยถึงที่นี่คงไม่มีนักท่องเที่ยวคนไหนไม่รู้จัก ปายน่ะได้ยินชื่อมาบ้างแล้วจากปากต่อปากของใครๆ และจากหนังสือหลายเล่มและก็เคยไปมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ปางอุ๋งนี่ซิเพิ่งเคยได้ยินชื่อครั้งแรกก็ตอนที่เพื่อนสนิทคนหนึ่งโอดครวญอยากไปใจแทบขาดตอนปลายปีที่แล้ว เลยจัดทริปกันเองรวบรวมสมาชิกได้ 4-5 คน โดยมีตัวเองกับเพื่อนอีกคนสมัครใจเป็นไกด์นำเที่ยวให้เพื่อนสมาชิกในกลุ่มที่เหลือ ก่อนจะไปถึงปางอุ๋ง ปายคือทางผ่านที่น่าสนใจของพวกเรา ถึงแม้จะเคยเฉียดไปที่นั่นบ้างแล้วเมื่อก่อนหน้านั้น ปายก็เป็นเมืองเล็กๆ ที่น่ารัก ทุกอย่างน่ารัก น่าเอ็นดู แลดูสบายๆ ด้วยบรรยากาศเย็นๆ ตอนปลายปี “เมืองเด็กแนว” ใครบางคนเคยให้สมญานามที่นี่ไว้ ทุกอย่างดูเหมือนจะมีเอกลักษณ์ในตัวเองไปเสียทุกอย่าง แม้กระทั่งข้าวของเครื่องใช้ เลยไปถึงของที่ระลึก อาหารการกินที่นี่เขายังคงรักษาทุกอย่างไว้เหมือนเดิม ผู้คนยิ้มแย้มเป็นมิตรเหมือนที่ปากต่อปากของใครหลายคนเคยบอกไว้ ไปคราวนี้มีบางคนแอบหมายมั่นปั้นมือไว้ในใจเงียบๆ ว่าอยากกลับมาอีกถ้ามีโอกาส ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือตัวเอง หลังจากที่คิดไว้ว่ามันคือทางผ่าน แต่กลับพักเสียสองคืนเต็มไม่น่าเชื่อว่าแค่อำเภอเล็กๆ แต่กลับมีสถานที่เที่ยวมากมาย

และเมื่อได้เวลาก็ต้องไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง ปางอุ๋ง อยากรู้เสียจริงทำไมถึงได้ชื่อนี้ คิดในใจแค่ชื่อก็น่าค้นหาแล้ว แล้วทำไมไม่ไปให้เห็นกับตา สองข้างทางก็ยังเชื่อใจได้เสมอว่าแม่ฮ่องสอนไม่ว่าจะพื้นที่ไหนต้องมีเส้นทางคดเคี้ยวเลี้ยวได้จนน่าเวียนหัวตลอดเส้นทาง

กว่าจะไปถึงก็พาเอาเย็นย่ำ ที่นี่ไม่มีความสะดวกสบายอย่างที่หลายคนแอบหวังไว้ ไฟฟ้ายังพอหาได้ด้วยเครื่องปั่นไฟของเกสเฮาส์ที่จองไว้ซึ่งถือว่าดีที่สุดแล้วของที่นั่น แต่น้ำอุ่นอย่าหวังที่จะได้เจอ(ไม่เดือดร้อนซักหน่อยนี่นากับการที่ไม่ได้อาบน้ำ ฮิฮิ ) อากาศหนาวแม้แต่หน้าก็ยังไม่อยากล้าง จุดเด่นของที่นี่คืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ไม่น่าเชื่ออีกแล้วว่าขึ้นดอยผ่านป่า ผ่านเขามาแล้วหลายลูกจะเจอกับทะเลสาบบนภูเขา (ขอเรียกอย่างนี้แล้วกัน ถึงไม่ใช่แต่ในความรู้สึกบรรยากาศมันได้อยู่นะ) “น้ำนิ่งไหลลึก” แอบตั้งชื่อให้มันอีกแล้ว ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเพื่อนถึงอยากมาเยือนที่นี่ให้ได้

อากาศยามเย็นตอนพระอาทิตย์กำลังอัสดงลับเหลี่ยมเขา สะท้อนผิวน้ำระยิบระยับ ท้องน้ำดูเงียบสงบ ทุกคนเหมือนจะพยายามทำตัวให้กลืนไปกับความสงบของที่นี่ไม่ปรารถนาจะให้มันมีเสียงดังไปเพื่อทำลายบรรยากาศ

ที่นี่เขาก็มีล่องแพจัดบริการให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับลำน้ำได้ด้วย ไม่มีเครื่องยนต์ให้หนวกหู ไม่มีแม้กระทั่งเรือพลาสติก แพไม้ไผ่ก็เหลือเฟือแล้ว นั่งเรือแบบมือไม่(ช่วย)พาย แต่เอาเท้าราน้ำ ดูพันธุ์ไม้ริมน้ำ หงส์ทั้งขาวและดำออกมาอวดโฉมกันเป็นเหมือนเจ้าถิ่นที่ออกมาต้อนรับ แต่ให้ตายเถอะ!! หงส์ก็คือหงส์ เชิดอย่างหงส์ล่ะไม่มีใครเกินหยิ่งเสียเหลือเกินพ่อคุณ แม่คุณ ไม่หันมาเหลือบแลพวกเราบ้างเลย…ขอเตือนไว้นิดหนึ่งขณะที่นั่งแพแบบนี้กระดุกกระดิกตัวไม่ได้เลย ถ้าแพเสียสมดุลย์เมื่อไหร่ ก็ตูมเมื่อนั้น ล่มไม่เป็นท่า..ลุ้นอยู่ในใจรอดมาได้ไงหนอเรา (เฮ้อ หายใจไม่ทั่วท้องเลย)

อากาศยามดึกหนาวมาก จนต้องลุกขึ้นมาผิงไฟ พอตื่นมาตอนเช้าก็แทบจะเอาผ้าห่มคลุมร่างออกมาด้วย ต้องตื่นให้ทันก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเพื่อเตรียมกล้องไว้ให้พร้อม….สวย! สวย!ไม่แพ้ตอนพระอาทิตย์ลาลับฟ้า..แสงแรกของวันที่ให้ทั้งความอบอุ่น แสงสว่างและความงามยามเช้าหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว…แม้แต่กุหลาบขาวริมน้ำก็ยังชื่นชมความงามนี้จนน้ำตาซึม… เสียดายที่เรามีเวลาให้ที่นี่ไม่มากนักเพราะต้องรีบกลับมาทำงานให้ทัน..แต่เชื่อไหมว่าไม่เคยลืมว่าที่นั่นสวยงามเพียงใด ไม่ได้เห็นด้วยตา แม้คำบรรยายเป็นล้านก็ไม่ทดแทนกัน..ทั้งปาย “เมืองเด็กแนว”ที่พักเสียสองคืนทั้งๆ ที่คิดว่ามันแค่เป็นทางผ่าน …และความหมายของปางอุ๋งที่เราก็ได้รู้ว่าแท้จริงคืออะไร ไม่ใช่แค่ “ปางที่แปลว่า ที่พักของคนทำงานในป่า” และ “ไม่ใช่แค่ อุ๋งที่แปลว่าที่ลุ่มต่ำคล้ายกระทะใบใหญ่ในภาษาเหนือ” แต่มันคืออะไรต้องลองไปตามหาความหมายของแต่ละคนกันเอาเองค่ะ….

ข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

แล่งใต้สู่แดนศรีตรัง

ไม้พุ่มสูงใหญ่ใบฝอยที่ผลิดอกออกช่อสีน้ำเงินอมม่วงช่วงหน้าแล้งประมาณธันวาคมถึงเมษายนนามว่า “ศรีตรัง” นี้ยืนต้นสลอนทั่ว “ตรัง” ด้วยเป็นต้นไม้ประจำจังหวัด ชื่อของเมืองนี้มีที่มาจากหลายกระแส บ้างก็ว่ามาจากคำว่า “ตรังค” ซึ่งแปลว่าลูกคลื่น เพราะสภาพเมืองมีลักษณะสูง ๆ ต่ำ ๆ คล้ายลูกคลื่น บ้างก็ว่ามาจากภาษามลายู “ตรังเล” ซึ่งแปลว่ารุ่งอรุณ เนื่องจากพ่อค้าชาวมาเลย์ล่องเรือมาถึงปากแม่น้ำตรังยามอรุณรุ่งพอดี

เมืองปักษ์ใต้เล็ก ๆ แห่งนี้มีชายหาดทอดยาวเลียบฝั่งอันดามันกว่า 100 กม. ทิศเหนือจรดกระบี่และเมืองคอน (นครศรีธรรมราช) ทิศตะวันออกติดพัทลุง ตบท้ายด้วยสตูลทางทิศใต้ หากย้อนอดีตไปในสมัยกรุงเก่าเมื่อกว่า 500 ปีมาแล้ว ตรังมีฐานะเป็นเมืองท่าของเมืองคอนซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองตอนล่าง ต่อมาได้กลายเป็นท่าเรือพาณิชย์สำคัญในการค้าขายกับมลายูช่วงแผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวง จวบจนยุคปัจจุบันที่นอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันเงียบสงบและงดงามตามแบบ unseen ใต้สมุทรแล้ว ตรังยังเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของอดีตผู้นำประเทศที่มีวาทะคมเฉียบเปรียบประดุจ “มีดโกนอาบน้ำผึ้ง”

จุดหมายของการแล่งใต้ครั้งนี้ก็เพื่อเข้าร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีร่วมเรียงเคียงหมอนของญาติโกโหติกา แรกเริ่มเดิมทีพวกเราวาดฝันกันว่าจะขับรถกินลมชมสวน (ยางพารา) ชวนชิม (อาหารทะเล) ไปตามด้ามขวานทอง แต่ด้วยหนทางที่ยาวไกล ประกอบกับสมาชิกร่อยหรอ สองพ่อลูกเลยเปลี่ยนใจไปแบบเบิร์ด ๆ กับนกแอร์ บรรยากาศปักษ์ใต้เริ่มขึ้นด้วยเสียงทักทายสำเนียงใต้ของแอร์โฮสเตส เพียงชม.เศษก็ถึงสนามบินตรังที่สุดแสนวิเวกวังเวงท่ามกลางธรรมชาติอันเขียวชะอุ่ม เพราะมีแต่สายการบินเจ้าจิ๊บ ๆ บินขึ้นลงเพียงวันละเที่ยว

ลองลิ้มแต้เตี้ยม..ชิมรสหมูย่าง

เราเข้าเมืองโดยอาศัยรถบริการรับส่งของโรงแรมธรรมรินทร์ธนา เพียงไม่ถึง 10 นาทีก็ถึงที่พัก หลังเก็บสัมภาระเข้าที่เข้าทางแล้วก็ถึงเวลาสืบเสาะแสวงหาของอร่อยประจำถิ่นด้วย “ตุ๊กตุ๊กหัวกบ” พาหนะแรงดีที่เหมาะกับสภาพเนินของเมือง ว่ากันว่าคนเมืองนี้ช่างกินเพราะมีร้านโกปี้เปิดบริการบนถนนเกือบทุกสาย บางแห่งเปิดเป็นเพื่อนคลายเหงาให้ซดโกปี้กันได้ตลอด 24 ชม…in trend ซะจริง ๆ แต่ความพิเศษอยู่ที่การต้อนรับด้วยเครื่องเคียงนานาชนิดที่ส่วนใหญ่นิยมกินกันช่วงเช้าถึงเที่ยง เช่น จาก๊วย (ปาท่องโก๋นุ่มละไม) แต้เตี้ยม (ติ๋มซำ) บ๊ะจ่างสไตล์ฮกเกี้ยน (ลูกเล็ก ๆ ใส่แต่หมูคละเคล้าเครื่องยาจีน) แถมบางร้านยังมี “หมูย่าง” สูตรลับเฉพาะของชาวตรังไว้บริการด้วย บริเวณถนนห้วยยอดที่โรงแรมตั้งอยู่มีร้านอาหารหลายหลาก ซึ่งเพียงแค่โฉบผ่านก็ล้วนยั่วน้ำลายเรียกน้ำย่อย บ้านโกหลั่นเสิร์ฟแต้เตี้ยมสารพัดสารพันพร้อมหมูย่างหนังกรอบเนื้อนุ่ม นอกจากนี้ ยังมีผักสดให้แกล้มแก้เลี่ยนและเพิ่มความสบายใจไร้กังวลว่าได้รับคุณค่าทางอาหารครบหมู่ พร้อมด้วยโกปี้รสกลมกล่อมกลิ่นหอมกรุ่นร่อยจังฮู้…ติด ๆ กันเป็นร้านเครือเดียวกัน หมูย่างเมืองตรังที่เราหมายมั่นปั้นมือว่าจะกลับมาหอบหิ้วไปให้บรรดาคณาญาติได้ชิมรสกัน..ฟันธง จากนั้นก็ได้เวลาเตรียมแปลงโฉมเข้าร่วมภารกิจช่วงเย็น ขอเก็บตกนิดหนึ่งว่างานเลี้ยงที่นี่เริ่มและเลิกเร็ว คงเป็นเพราะการจราจรไม่ติดขัดดังเช่นในเมืองกรุง แถมแขกเหรื่ออาจมาจากต่างอำเภอเลยต้องรีบกินรีบจรลีจำลา

คารวะอดีตท่านเจ้าเมืองนักพัฒนา

หลังตะวันทอแสงการตระเวนแดนศรีตรังเริ่มเปิดฉากด้วยรถเช่าเก่าบุโรทั่งที่โรงแรมช่วยจัดหาให้ เรามุ่งหน้าไปทางตะวันออกสู่พัทลุง พอออกนอกเมืองชั่วพริบตาจะแลเห็นสวนสาธารณะที่มีถนนโอบล้อมโดยรอบ ภายในมี อนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) ตั้งตะหง่านอยู่ ท่านเป็นอดีตเจ้าเมืองผู้วางรากฐานความเจริญให้กับตรังมากมายหลายด้านจนเป็นที่รักยิ่งของชาวเมืองตรัง ๆ จึงได้ร่วมลงขันกับทางการสร้างอนุสาวรีย์แห่งนี้ขึ้น โดยจะมีพิธีวางพวงมาลาใน “วันพระยารัษฎานุประดิษฐ์” หรือทุกวันที่ 10 เมษายนซึ่งเป็นวันคล้ายวันถึงแก่อนิจกรรมของท่าน

ท่านเจ้าเมืองเป็นชาวระนองโดยกำเนิดแม้เทือกเถาเหล่ากอเป็นชาวจีนฮกเกี้ยน ต่อมาได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในสมัยองค์ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 และภายหลังได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเจ้าเมืองตรัง ท่านยังเป็นผู้ริเริ่มนำต้นไม้หลากหลายสายพันธุ์จากต่างประเทศเข้ามาปลูกในแดนดินถิ่นสยาม เช่น ไม้พื้นเมืองจากออสเตรเลียที่ถูกขนานนามว่า “ศรีตรัง” เพื่อเป็นศักดิ์ศรีแห่งเมืองตรัง รวมทั้ง “ยางพารา” จากมลายู ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ โดยต้นแรกที่ปลูกไว้เมื่อปี พ.ศ.2442 ยังคงโดดเด่นเป็นสง่าบริเวณหน้าสหกรณ์การเกษตรใน อ.กันตัง

อุดหนุนสินค้า OTOP “ผ้านาหมื่นศรี”

แล้วมุ่งหน้าสู่ บ้านนาหมื่นศรี หมู่บ้านเล็ก ๆ ใน อ.นาโยง เพื่อร่วมสืบสานการอนุรักษ์ศิลปะการทอผ้าพื้นบ้าน “นาหมื่นศรี” ซึ่งจำหน่ายทั้งผ้าฝ้ายผืน และของที่ระลึกต่าง ๆ ที่ผลิตจากผ้าพื้นบ้านซึ่งล้วนน่าชมน่าใช้ทั้งเนคไท ผ้าพันคอ กระเป๋าใบใหญ่น้อย

สุดแสนประทับใจที่ภูเก็ต

ภูเก็ต สุดแสนประทับใจ เราเดินทางกันโดยรถยนต์ มุ่งสู่จังหวัดภูเก็ต บนถนนเพชรเกษม ตะวันเริ่มตกดินแล้วการจราจรบนถนนค่อนข้างติดขัด เนื่องจากเป็นวันศุกร์ ผู้คนต่างพากันออกเดินทางไปพักผ่อนต่างจังหวัดกับครอบครัว เราใช้เวลาเดินทางทั้งคืนเพื่อเดินทางไปยังภูเก็ต

เช้าวันใหม่… เราตื่นมาพบกับบรรยากาศท้องทะเล ถึงแม้ว่ามันจะอยู่ไกลจากเราแต่เราก็สามารถมองเห็นมันผ่านกระจกรถของเราได้ เมื่อรถเราแล่นเข้าสู่ตัวเมืองภูเก็ต บรรยากาศตอนเช้าช่างเงียบสงบเหลือเกิน เราพากันเข้าไปพักผ่อนที่โรงแรมก่อนสัก 2-3 ชม. โรงแรมที่เราไปพักนั้นชื่อโรงแรมเมโทโปร ภูเก็ต ช่วงที่เราไปพักนั้นเป็นช่วงเทศกาลวันคริสต์มาสพอดี ทางโรงแรมจึงได้จัดต้นคริสต์มาสขนาดใหญ่ที่สุดในโลกไว้ ความสูงประมาณ 10 เมตร และตอนกลางคืนก็มีการจัดงานคริสมาสด้วย ก่อนที่เราจะเดินทางเที่ยวชมเมืองภูเก็ตตามโปรแกรมที่เราวางไว้ พอได้เวลาอันสมควรเราก็พากันออกเดินทางไปวัดฉลอง เพื่อนสักการะหลวงพ่อแช่ม เกจิอาจารย์ชื่อดัง สมัยที่ปราบอั้งยี่ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง

เสร็จจากวัดฉลองเราก็พักรับประทานอาหารที่ร้านภูเก็ตซีฟู๊ด เมนูแนะนำคือ น้ำพริกกุ้งเสียบ ก่อนที่เราจะเดินทางต่อไปที่แหลมพรหมเทพ แต่ว่าเราไม่ได้ไปคอยชมพระอาทิตย์ตกดินนะ เราไปชมบรรยากาศตอนกลางวันกันเฉยๆ โฮ..ขนาดกลางวันยังสวยงามเลย แสงแดดสาดส่องลงกระทบกับน้ำทะเลมีประกายระยิบระยับ เมื่อมาถึงแหลมพรหมเทพอย่าลืมไปลิ้มลองปลาหมึกย่าง ไม่ต้องถามว่าร้านไหนนะ มีอยู่ร้านเดียวเอง ขอบอกอร่อยจริงๆ แต่ว่าราคาค่อนข้างแพง ก็ไม่เป็นไรหรอก คิดเสียว่านานๆทานที เราไม่ได้ทานทุกวัน

….พอชมแหลมพรหมเทพและทานปลาหมึกจนอิ่มเอมใจแล้ว เราก็เดินทางสู่ หาดกมลา แอะ! เราไม่ได้ไปเล่นน้ำกันตอนเย็นๆ นะ เพียงแต่เราจะไปชมภูเก็ตแฟนตาซี ถ้ากล่าวถึงภูเก็ตแฟนตาซีแล้วน้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก เพราะภูเก็ตแฟนตาซีเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของจังหวัดภูเก็ต และมีชื่อเสียงมากในการแสดงโชว์ ก่อนที่เราจะเข้าไปชมโชว์อันตระการตานั้น เราก็ต้องไปทานอาหารกันก่อนที่ภัตตาคารมโนห์ราทอง ภายในมีเหล่ากินรีคอยตอนรับอย่างเป็นกันเอง ภายในมีอาหารหลากหลายประเภทจนไม่รู้ว่าจะทานอะไรก่อนดี มีทั้งอาหารไทยและนานาชาติ จัดเป็นบุฟเฟ่ต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ทานอาหารจนท้องอิ่มแล้ว เราก็ไปเดินย่อยตามบูธกิจกรรมต่างๆ ที่ทางภูเก็ตแฟนตาซีจัดขึ้น

……. เวลา 20.00 น. เย้ได้เวลาเข้าไปดูโชว์แล้ว มีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติต่างพากันทยอยเข้าไปดูโชว์ ในระหว่างทางที่เดินเข้าไปนั้นมีรูปของบุคคลสำคัญที่เคยมามาชมที่นี่ติดอยู่ตลอดทางเดินยาวไปจนถึงจุดฝากของ ซึ่งภายในห้ามนำกล้องถ่ายรูปเข้าไปเด็ดขาด มีการตรวจอย่างเข็มงวด แม้แต่โทรศัพท์มือถือที่มีกล้องยังไม่สามารถนำเข้าไปได้ พอเราเข้าไปถึงที่นั่งแล้ว รอประมาณ 10 นาที การแสดงก็เริ่มขึ้น การแสดงนี้มีชื่อว่า มหัศจรรย์กมลา เป็นการแสดงวัฒนธรรมไทยประยุกต์ผสมผสานเทคโนโลยีหลายอย่าง มีมายากลลวงตา จนทำให้คนดูงงเป็นไก่ตาแตกกัน ต่อจากนั้นชมการแสดงลีลาพลิ้วไหวกลางอากาศกับบันจี้บัลเล่ห์ ซึ่งการแสดงนี้เราชอบมาก สวยงาม อ่อนช้อย นักแสดงใส่ชุดเรืองแสง ต่อมาหรรษากับคาราวานช้างที่น่ารักกว่า 10 เชือก มีการต่อสู้ต่างๆ แต่เราจับใจความได้ว่ากมลาสู้กับสิ่งต่างๆอยู่ แต่สุดท้ายก็มีช้างชื่อไอยราออกมาช่วยกมลา ทำให้กมลาชนะทุกอย่าง เราไปดูครั้งแรก ยังงงอยู่เลย

หลังจากที่ดูจบแล้วเราก็เก็บภาพความประทับใจไว้ในความทรงจำ ถ้ามีโอกาสเราจะกลับมาเชียร์เจ้าอีกนะจ๊ะกมลา

ข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ภูเก็ตไข่มุกแห่งอันดามัน

เดือนพฤศจิกายน เป็นช่วงปลายของฤดูฝน ทะเลฝั่งอันดามันก็จะถึงฤดูกาลท่องเที่ยว นี่เป็น ครั้งที่ 2 ที่ผมได้มาเที่ยวทะเลแดนใต้ ครั้งแรกที่ผมได้สัมผัสกับทะเลอันดามันก็ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุแผ่นดินไหวที่เกาะสุมาตราทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิสัก 2-3 อาทิตย์ ถ้าผมคิดช้าอีกสักนิดก็คงไม่ได้ มาเขียนเรื่องต่างๆให้คุณได้อ่านกันแล้วหละ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันจะทำให้เกิดการสูญเสีย และน่ากลัวเพียงใดก็ไม่ทำให้ผมลืมภาพอีกด้านที่งดงามของทะเลฝั่งนี้ไปได้ ผมไม่เคยกลัวทะเล ผมชอบทะเล ถ้าจะเกิดอะไรขึ้นอีกก็ไม่เป็นไรขอได้สะใจอีกซักที

ผมเลือกที่จะมาสัมผัสไข่มุกแห่งอันดามันแห่งนี้ ภูเก็ตเป็นเมืองที่สวยงาม มีอาคารเก่าแก่แบบ ชิโน-โปตุกีส และมีทะเลที่สดใส ผมเลือกพักที่รีสอท์แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างจากชายหาดป่าตองประมาณซัก 300 เมตร เป็นรีสอท์ที่สวยงามพอใช้ได้ทีเดียว หลังจากเช็คอินเรียบร้อย ผมเลือกที่จะนอนเอาแรง เพื่อจะได้สัมผัสแสงสียามค่ำคืนของหาดป่าตองว่าเป็นยังไง เวลา 18.30 น.เป็นเวลานัดกับเพื่อนผอง หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จพวกเราก็เดินเท้าชมทะเล เดินผ่านร้านต่างๆไปเลื่อยๆสิ่งที่พอสังเกตเห็น ได้ชัด ทำไมไม่มีคนไทยเลย คำเชิญชวนของบริกรก็พูดกับเราแต่ภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่นบ้าง เกาหลีบ้าง หน้าผมก็ไม่ได้กระเดียดไปทางนั้นเลย ออกจะไปทางแขกๆบ้างด้วยซ้ำ ถ้าเพื่อนผมก็อาจจะใช่ ผมว่า บรรยากาศของที่นี่ก็คล้ายๆกับพัทยา แต่ออกจะดูหรูหราและมีรสนิยมมากกว่า เนื่องจากค่าครองชีพที่นี่สูงมาก หลังจากอิ่มกับบรรยากาศจนจุใจแล้ว ผมก็ต้องขอกลับที่พักเพื่อที่จะเตรียมตัวกับทัวร์ในตอนเช้า ที่จะมารับเราในเวลาเจ็ดโมงตรง

วันนี้รู้สึกจะสดใสเป็นพิเศษเพราะได้นอนเต็มที่ โปรแกรมวันนี้คือเกาะเฮ ไกล์บอกเราว่าที่นี่มีปะการังที่สวยงามและสมบูรณ์แห่งหนึ่ง มีปลาหลากหลายชนิด ปลาดิบก็แยะ งงไหมครับปลาดิบก็แยะ ก็สาวๆญี่ปุ่นไงครับนิยมที่จะมาเที่ยวที่เกาะเฮแห่งนี้เป็นชาติต้นๆเลย ผมตื่นเต้นที่จะได้เห็นปลาดิบ เอ้ยไม่ใช่ ปะการังต่างหาก แต่ในกรุ๊บทัวร์ของเราก็มีปลาดิบอยู่หลายตัวเหมือนกัน หุ หุ! เมื่อเรือ speed boat มาถึงเกาะเฮ ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ไกล์ก็บอกให้เราลงดำดูปะการังได้ ผมไม่รอช้ารีบลงจากเรือแทบจะเป็นคนแรก ทะเลที่นี่ใสมาก ปะการังก็สมบูรณ์ดี แต่ก็ยังพอให้เห็นซากปะการังเขากวางแตกหักอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากนัก ปลาที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นปลาโนรี ปลาผีเสื้อ ปลานกแก้ว แต่ผมชอบปลาปักเป้าหน้าหมานะ เพราะว่าหน้าเหมือนไกล์ของเราดี หลังจากชุ่มช่ำกับเกาะเฮเราก็ต่อด้วยเกาะราชา นั่งเรือไปอีกไม่กี่นาทีเราก็มาถึง ไกล์ของเราเอาขนมปังโยนลงไป โอ้พระเจ้า! ผมนึกไปถึงปลาสวาย ตามหน้าวัด มันเยอะมากๆ แต่นี่มันในทะเล ปลาเสือทะเลทั่งนั้น ปลานกแก้วก็มี ผมอยากจะกระโดดลงไปในฝูงปลานั้นจริงๆ ทะเลที่นี่ใสไม่แพ้ที่เกาะเฮเลย ปะการังส่วนใหญ่เป็นปะการังแข็ง ปะการังจานส่วนปะการังเขากวางผมไม่เห็นเลย เห็นกุ้งมังกรด้วย แต่มีแต่หัวเพราะเจ้าปลานกแก้วกำลังแถะอยู่ ปลาโนรี ปลาผีเสื้อ เจอกันอีกแล้วเจ้าปักเป่าหน้าหมา แต่ที่ทำให้ผมตื่นเต้นเป็นพิเศษก็เจ้าปลาไหล มอร์เลย์ตัวสีน้ำตาลเข้มที่มันจองมองผม ทำไมมันต้องอ้าปากทำฟันเหยือนด้วยนะผมนึกในใจ ซักพักมันก็ว่ายหนีไป โอ้โฮ จากสายตาที่ผมเห็นตัวมันน่าจะยาวซัก 2 เมตร ใหญ่จริงๆ ถ้าผมรู้ว่ามันตัวขนาดนี้ ผมโกยขึ้นเรือตั่งแต่แรกแล้วโชคดีที่มันหนีไปซะก่อน เมื่อได้เวลาพวกเราก็ต้องขึ้นเรือเพื่อจะเดินทางกลับเข้าฝัง

หลังจากถึงที่พักผมก็ต้องรีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อจะไปเที่ยวในตัวจังหวัด เพราะคืนนี้เพื่อนผมที่ เคยเรียนมาด้วยกันจะมารับไปกินข้าว เราเลือกร้านอาหารทะเลที่ติดชายหาดแถวๆสะพานสารสิน อาหารอร่อยใช้ได้ทีเดียว ราคาไม่แพงด้วยเป็นไปได้ยังไง เราใช้เวลากินข้าวกันนานทีเดียว เกือบ 4 ชั่วโมงก็ต้องกลับที่พักเพราะพรุ่งนี้เช้าต้องไป พี พี

เช้านี้รู้สึกแย่นิดหน่อยเพราะนอนไม่เต็มอิ่ม แต่โชคดีวันนี้เราเดินทางโดยเรือใหญ่เพื่อไป พี พี ผมและเพื่อนเลือกที่เหมาะๆนอนกันตามอัธยาศัย ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงก็มาถึงเกาะพี พี ระหว่างทาง เรายังพอเห็นซากเรือจมซึ่งเกิดจากสึนามิอยู่เลย ผมไม่สงสัยเลยทำไมที่ พี พี จึงมีคนเสียชีวิตกันมาก เพราะร้านอาหาร โรงแรมถูกล้อมไปด้วยทะเลทั่ง 2 ด้าน โรงแรมหลายแห่งเริ่มปรับปรุงกันบ้างแล้ว แต่ความงามของ พี พี ก็ยังคงความสวยงามอยู่ นักท่องเทียวก็เริ่มเข้ามามากขึ้น

ผมใช้เวลาอยู่ในภูเก็ต 4 วัน 3 คืน ผมยังเทียวได้เพียงเศษเสี้ยวของแหล่งท่องเทียวที่นี่ ถ้ามีโอกาศอีกเมื่อไหร่ ดินแดนไข่มุขแห่งอันดามันแห่งนี้ต้องได้เจอกับผมอีกแน่

๑๐ เมืองท่องเที่ยวแห่งปี

เดือนธ.ค.ที่ผ่านมา กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ประกาศ 10 อันแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ประจำปี 2554 (Top Tem Tourist Destination) ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อหวังกระตุ้นให้จังหวัดต่างๆ ให้เกิดการตื่นตัวในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ
วัชระ กรรณิการ์ โฆษกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บอกว่าเกณฑ์การพิจารณาจะวัดความนิยมจากตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าพื้นที่ จำนวนข้อมูลของนักท่องเที่ยวที่โทรเข้ามายังคอลล์เซ็นเตอร์ 1672 ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ข้อมูลของภาคเอกชนและสมาคมด้านการท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งผลสรุป 10 เมืองแหล่งท่องเที่ยวไทยแห่ง ปี 2554 ประกอบด้วย
กรุงเทพมหานคร กิจกรรมท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ มีหลากหลายรูปแบบ โดยกิจกรรมที่โดดเด่นคือ การเที่ยวชมพระบรมมหาราชวังพระราชวง และพระที่นั่งต่างๆ การชมวัดสำคัญและสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สำหรับผู้ที่ท่องเที่ยวเป็นครอบครัว กรุงเทพฯ มีสวนสนุก สวนสัตว์รวมถึงพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ที่เหมาะสำหรับเด็กและครอบครัวหลายแห่งด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีชื่อเสียงด้านการเป็นเมือง”ชอปปิง”ที่มีสินค้าราคาถูกและคุณภาพดี ทั้งศูนย์การค้าระดับหรู,ตลาดนัดจตุจักร์,แหล่งชอปปิงกลางคืน ย่านถนนข้าวสาร พัฒนพงษ์ ถนนสีลม และตลาดนัดสะพานพุทธ
ชลบุรี เป็นจังหวัดที่มีทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวที่โดดเด่นมากมายและหลากหลายรูปแบบ เช่น เที่ยวชมและนมัสการพระพุทธมหาวิชิรอุตตโมภาสศาสดา พระพุทธรูปแกะสลักบนหน้าผาที่เขาชีจรรย์ เที่ยวสวนเสือศรีราชา สวนสัตว์เปิดเขาเขียวและไนต์ซาฟารี เล่นน้ำทะเลเดินเล่นชายหาด ขี่จักรยานท่องเที่ยว ขับรถชมทิวทัศน์บนถนนเลียบชายทะเล สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยว คือบางแสน เมืองพัทยา เกาะล้าน สวนนงนุช
ภูเก็ต ได้ชื่อว่าเป็น “ไข่มุกอันดามัน” เมืองท่องเที่ยวหลากสีสันระดับอินเตอร์ สำหรับนักท่องเที่ยวที่หลงใหลหาดทรายขาว น้ำทะเลใสสีเขียวมรกตและมีหาดทรายขาวเนียน เหมาะแก่การพักผ่อน รวมทั้งมีกิจกรรมทั้งในทะเลและริมทะเลให้นักท่องเที่ยวได้เลือกสนุกสนานอีกด้วย สถานที่ท่องเที่ยวที่โดดเด่น เช่นหาดป่าตองหาดกะตะ หาดกะรน เป็นต้น โดยบริเวณทิศใต้มีแนวปะการังสวยงามสำหรับกิจกรรมดำน้ำ
พระนครศรีอยุธยา เป็นจังหวัดที่โดดเด่นในเรื่องประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ดังนั้นกิจกรรมท่องเที่ยวจึงเกี่ยวเนื่องกัน เช่นการลงเรือล่องชมเรือนไทยริมแม่น้ำ การขี่ช้างชมโบราณสถาน ที้งในเกาะเมือง คือ เส้นทางวิหารพระมงคลบพิตร วัดพระศรีสรรเพชญ์และเส้นทางนอกเมือง คือรอบวัดมเหยงคณ์ นอกจากนี้ ททท.ยังร่วมจัดกิจกรรม”นั่งสามล้อ ต่อตุ๊กตุ๊ก” เพื่อให้นักท่องเที่ยวเดินทางชมความงดงามของโบราณสถานในเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาด้วยรถสามล้อ ซึ่งเป็นพาหนะหลักเมือง หรือจะนั่งรถสามล้อถีบ ไปเยือนกลุ่มโบราณสถานและชมชนเก่าแก่บนเกาะเมือง ก็จะได้บรรยากาศย้อนยุค
กาญจนบุรี มีกิจกรรมท่องเที่ยวโดดเด่นหลายรูปแบบ เช่น ล่องแพชมความงามไปตามแม่น้ำแคว การล่องแก่งด้วยแพไม้ไผ่ ขี่ช้างชมธรรมชาติ พายคยัค ขี่จักรยานเสือภูเขาสำรวจถ้ำ ฯลฯ สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม คือ สะพานข้ามแม่น้ำแคว อุทยานแห่งชาติเอราวัณไทรโยค
เชียงใหม่ นับเป็นศูนย์กลางของจังหวัดในภาคเหนือ โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก และได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เนื่องจากความพร้อมของแหล่งท่องเที่ยว ทั้งทางด้านธรรมชาติอันงดงาม ด้านศิลปวัฒนธรรม และประเพณีของชาวเชียงใหม่ที่เป็นเอกลักษณ์น่าประทับใจและความพรั่งพร้อมในเรื่องสถานที่พักและบริการด้านการท่องเที่ยวต่างๆที่หลากหลายเป็นที่ดึงดูดคนมาท่องเที่ยวนับล้านคนในแต่ละปี สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิต คือ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ พระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร อ่างขาง เวียงกุมกาม
ระยอง เป็นจังหวัดที่มีทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวโดดเด่นมากมายและหลากหลายรูปแบบ มีกิจกรรมท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อ เช่นเทีร่ยวชายหาดต่างๆ นั่งเรือไปเที่ยวเกาะเสม็ด เที่ยวสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำระยอง ขี่จักรยานบนเส้นทางจักรยานท่องเที่ยวตะพง เที่ยวสวนผลไม้พักโฮมสเตย์ สัมผัสวิถีชีวิตชาวประมง ออกเรือไปตกหมึก ตกปลา ล่องเรือชมหิ่งห้อยแม่น้ำประแสร์เป็นต้น
สงขลา มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจในอำเภอเมือง เช่น ทะเลสาบสงขลา เกาะยอ สถาบันทัษิณคดีศึกษา สะพานติณสูลานนท์ แหลมสมิหลา ฯลฯ โดยกิจกรรมท่องเที่ยวเช่น เดินเที่ยวชมสถาปัตยกรรมต่างๆ และกินอาหารอร่อยย่านเมืองเก่าสงขลา นมัสการเจดีย์พระธาตุคู่เมืองสงขลาบนยอดเขาตังกวน เป็นต้น
นครราชสีมา มีกิจกรรมท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบเช่น เยี่ยมชมแหล่งโบราณคดี ดบราณสถายรวมทั้งพิพิธภัณฑสถานต่างๆ สักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ล่องแก่งลำตะคอง ขี่ม้า ปีนผาจำลอง โรยตัว ขี่รถเอทีวี ขับโกคาร์ท ยิงปืน และเล่นเครื่องเล่นแบบผจญภัย เป็นต้น แหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่มีชื่อเสียง เช่น อุทยานประวัติศาสตร์พิมายแหล่งโบราณคดีบ้นปราสาท อุทยานแห่งชาติเขาให่ญ่ เขื่อนลำตะคอง หมู่บ้านทำเครื่องปั้นดินเผาด้านเกวียน ฟาร์มโชคชัย เป็นต้น
กระบี่ เป็นดินแดนแห่งขุนเขา หาดทรายชายทะเล กฃุ่มเกาะน้ำตก และโถงถ้ำ ที่สวยงามติดอันดับต้นๆ ของประเทศไทย สามารถเดินทางไปเยือนได้ตลอดทั้งปี โดยแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมได้แก่ อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธาราหมู่เกาะพีพีอ่าวนาง ทะเลแหวก สระมรกต
การจัดอันดับ 10 อันแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมประจำปี 2554 นับเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นในปี 2555 นี้ ทั้งกรมการท่องเที่ยว และ ททท.จะร่วมกันดำเนินการต่อเนื่อง โดย ททท.สำนักงานในประเทศท้ง 3 แห่ง จะศึกษา และรวบรวมแหล่งท่องเที่ยวที่มีความโดดเด่น ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ธ.ค. เพื่อจัดเก็บเป็นข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม และโปรโมทให้คนไทย วางแผนเดินทางท่องเที่ยวตลอดทั้งปี