IP CLASS C คืออะไร

โดยปรกติ IP จะเป็นตัวบ่งบอกที่อยู่ของเว็บไซด์ อยู่แล้ว ข้อนี้เชื่อว่าทุกคนรู้ดี ซึ่งแต่ละเว็บ ก็จะมีค่า IP แตกต่างกันไป ลองไปเช็คกันที่ Who.is ก็ได้นะครับ โดยเลข IP จะถูกแบ่งเป็น 4 Class ซึ่งจะถูกคั่นด้วย (.) เช่น 11.22.33.44 โดยแต่ละ ส่วน จะมีตัวเลขระหว่าง 0-255 เท่านั้น ส่วน IP CLASS C ก็คือ ส่วนที่ 33 ที่ผมทำสีแดงเอาไว้แหละครับ ซึ่งปรกติแล้ว Hosting แต่ละเจ้าจะมีตัวเลข IP CLASS C ที่แตกต่างกัน แต่เมื่อเรา ไม่ใช่เจ้าของ Host แล้วเราไปเช่า Host ที่หลายๆ เว็บมี IP CLASS C เหมือนกัน ลองไปเช็คดูก็ได้นะครับ ดูจาก Hosting ดู CLASS C ของเค้า และ ของ กลุ่มลูกค้าตัวอย่าง และ บางครั้ง อาจดูจาก กลุ่มลูกค้า ตัวอย่างของ Hosting นั้นๆ อย่างเดียวก็ได้ เราอาจจะเจอ IP CLASS C ที่เหมือนกันก็เป็นได้ ซึ่ง หากมี IP CLASS C ที่เหมือนกัน กลุ่มเว็บไซด์พวกนี้จะถูก Google มองว่าเว็บไซด์นั้นมีที่มาจาก Host เดียวกัน หรือ อาจจะเป็นเจ้าของเดียวกัน และ หากเว็บไซด์ เหล่านั้น มีการแลก Link ระหว่างกัน ขึ้นมา Google ก็อาจมองว่า เว็บเหล่านั้นกำลังโกง อันดับ
ด้วยวิธีการอัด BackLinks อยู่ (ซึ่งจริงๆแล้ว เว็บไซด์ที่มี IP CLASS C เดียวกัน ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีเจ้าของเป็นคนเดียวกันเสมอไป) จึงทำให้ บรรดาผู้ทำเว็บไซด์ต่างๆ พยายามหา Hosting ที่มี IP CLASS C ที่แตกต่างกัน เพื่อตัดปัญหานี้ไป เพราะ หาก เว็บที่มี IP CLASS C ต่างกัน แล้วมี Link มาหากัน จะได้มองไปเลยว่า “นี่ไงเว็บฉันมีคุณภาพนะ เว็บนู้นไม่เกี่ยวอะไรกับฉันเลย แต่มี Link มาหาฉันจริงๆ” (ซึ่งในกรณีนี้ จริงๆแล้ว เว็บไซด์ที่มี IP CLASS C แตกต่างกัน อาจจะมีเจ้าของเป็นคนเดียวกันก็ได้ แค่เช่า หลาย Host) และ แน่นอน ปัจจุบัน ได้มี บริษัท Hosting หัวใส จัดทำ IP CLASS C จำนวนมากไว้ใน Hosting ตัวเดียวกัน แล้วเปิดบริการให้เช่า เพื่อนัก SEO จะได้ใช้ในการ อัด BackLinks นั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าต่อมา Google ก็ได้เอาชนะ เทคนิค IP CLASS C ดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยด้วยวิธีการ Check MAC Address แทน สำหรับ MAC Address นั้นก็คือ เลข รหัสของเครื่อง Hosting และละตัว ซึ่งติดมากับ Hardware ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดย Google จะพิจารณา ว่า IP CLASS C ที่มีคุณภาพจริง จะต้องมาจาก MAC Address ที่แตกต่างกันด้วย

Free Monitor For GOOGLE

Free Monitor For GOOGLE : โปรแกรมนี้ เป็น Free SEOSoftware อีกตัวหนึ่งที่ใช้สำหรับ Monitor หรือตรวจสอบอันดับ และ Ranking ใน
Google ในหลายๆ Keyword วิธีใช้งานค่อนข้างง่ายมากๆและไม่กินทรัพยากรเครื่องมากนัก จากค่าย Cleverstat ที่สำคัญสามารถตรวจสอบ
Google ประเทศไทยได้อีกด้วย หลังจากที่เรา Download ตัวโปรแกรมและ Install โปรแกรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มต้นใช้งานกันได้เลยโดย Click ที่ Icon โปรแกรม คลิ๊กที่เครื่องหมาย + หรือเรียกที่ว่าปุ่ม Add URL หลังจากนั้นทำการเพิ่ม Site URL ของเราลงไปและคลิ๊กที่ปุ่ม OK จะมี Dialog Project Properties ขึ้นมาในที่นี้เราก็จะเพิ่ม Keyword (ต.ย บทเรียน SEO) ที่เราจะทำการตรวจสอบอันดับลงไปแล้วกดปุ่ม Add จะเพิ่มหลายๆ
Keyword ก็ได้นะครับ หลังจากนั้นคลิ๊ก OK ต่อไปก็จะเป็นการตรวจสอบอันดับของเราโดยการคลิ๊กที่ Icon แว่นขยายหรือปุ่ม Search นั้นเอง
จากนั้นรอซักพักโปรแกรมจะทำการประมวลผล และจะแสดงตำแหน่ง หรือ Position ในหน้าต่าง Checklist Results ในปัจจุบันของเราว่าอยู่ในอันดับ
ที่เท่าไหร่ ซึ่งข้อดีอีกข้อหนึ่งของตัวโปรแกรมคือ สามารถเปรียบเทียบตำแหน่งที่ดีที่สุดและตำแหน่งปัจจุบันได้อีกด้วย ว่าอันดับดีขึ้นหรือแย่ลง ทั้งนี้ยังมีคำสั่ง Options ไว้ปรับแต่งส่วนต่างๆ ค่า Results ด้วยว่าจะให้แสดงเท่าไหร่กี่ลำดับ สูงสุดถึง 200 และต่ำสุดที่ 10 ครับ (แนะนำให้ปรับเป็น 10 เพื่อความรวดเร็วในการตรวจสอบครับ) เป็นอย่างไรกันบ้างลองไปประยุกต์ใช้กันดูนะครับ นับว่าเป็นโปรแกรมที่มีการใช้งานได้ง่ายมากๆ และที่ สำคัญมัน ฟรีครับ

ขอขอบคุณ: http://seoinwgang.blogspot.com/2011/03/step-by-step-google.html

ข้อดีของ HTML5 ต่อ SEO

1. ช่วยในเรื่องของ “page segmentation”
เรียกได้ว่าเป็นการแบ่งเขตอย่างชัดเจนว่าตรงไหนคือ headers, menu, main content, footers เปรียบเสมอเป็นป้ายบอกทางให้ Bot ที่เข้ามาไม่หลงทาง มุ่งหน้าไปสู่จุดมุ่งหมายได้รวดเร็วฉับไวยิ่งขึ้น

2. nav tag ป้ายบอกทางเว็บนี้มีอะไร
ข้อนี้เป็นป้ายบอกทางของแท้ๆ ถูกใช้ในการบอกว่ามี link อะไรภายในเว็บเราบ้างเมื่อ Bot เข้ามาก็จะหาหน้าอื่นๆ ของเว็บเราอย่างฉับไว Tag นี้
จึงเป็น Tag ที่สำคัญที่สุด ระวังให้ดีอย่าใส่ Link ผิดล่ะครับ

3. section tag บ่งบอกบทความต่างๆ ในเนื้อหา

เป็น Tag ที่จะบอกว่า เนื้อหาของเรามีกี่บทความในหน้านั้น ซึ่งเราสามารถมี hearder ได้ ทุกๆ ใน section tag ซึ่งจะช่วยให้ search engine ให้ความสำคัญกับ แต่ละ section ได้เป็นอย่างดี ซึ่งมีผลทำให้ keyword ของเราเข้าไปอยู่ใน search engine ได้เร็วทันใจยิ่งขึ้น

4. header tag ครอบหัวเว็บซะ

หลายคนคงเคยชินกับการใช้

….

กันมาบ้างแล้ว จริงๆ วิธีใช้ของมันก็เหมือนกันแหละครับ เพียงแต่ว่าใช้งานง่ายกว่า
และ มีคะแนนให้ด้วย วิธีการใช้ก็เพียงแค่เปลี่ยนเป็น

…..

 

ไปเลย ส่วนค่าความสำคัญ และ คะแนนที่จะได้จากพวก search engine นั้นก็เท่าๆ กับ พวก h1-h6 นั้นแหละ ครับเพียงแต่ว่าใน Tag header นั้นก็สามารถที่จะมี h1-h6 ใน tag นั้นๆ ได้อีกด้วย ข้อควรระวังคือ tag header นั้นใน 1 หน้า ห้ามใช้เกิน 1 ครั้ง

5. footer tag มีหัวก็ต้องมีท้ายสิ

tag นี้ ใช้คล้ายๆ tag header เปลี่ยนกันแค่ footer จะมาอยู่ด้านล่าง พูดง่ายๆ คือ ถ้ามีหัว ก็ต้องมีท้าย นั้นแหละครับเพียงแต่พวก search engine อาจไม่ได้ให้คะแนน กับ tag นี้ทำกับ header เพราะ footer เว็บทั่วๆ ไปก็ไม่ค่อยมีอะไร แต่เราสามารถที่จะเพิ่มความสำคัญให้กับ tag นี้ได้ด้วย nav tag นำมาใส่โดยเป็น footer link น่าจะเห็นหลายๆ เว็บทำกันอยู่นะครับ เพื่อสร้างความสำคัญให้กับ tag footer มากยิ่งขึ้น

6. article tag แท็กใหม่ สำหรับ บทความ เท่านั้น

Tag นี้สร้างขึ้นมาก็เพื่อบทความโดยเฉพาะ จากเดิมที่เราใช้

……

ก็สามารถที่จะใช้

….

 

ได้เลย ซึ่งจะได้คะแนน ความสำคัญจากบรรดา search engine มากกว่าอยู่ใน tag div ปรกติ โดย search engine จะมองว่าสิ่งที่อยู่ภายใน article tag นั้นเป็นเนื้อหาหลักกันเลยทีเดียว เพราะฉะนั้น tag นี้คำคัญมากนะครับ

HTML5 ดีต่อ SEO อย่างไร

HTML5 มีผลดีต่อ การทำ SEO เป็นอย่างมากเนื่องจากบรรดา Search Engine ต่างๆ โดยเฉพาะ Google นั้นเริ่มหันมาสนใจ Tag ใหม่ๆที่เพิ่มมา
กับ HTML5 โดยในขณะเดียวกันก็เริ่มลดบทบาทกับ Tag เก่าๆ จนกระทั่ง Tag หากินอย่าง Mata Keyword ก็ได้ยกเลิกไปแล้วอย่างที่ผม
เคยบอกไว้ในบทความเก่าๆ จากนั้นเราก็เริ่มมาใส่ใจกับ Tag H1-H5 หรือ Title Tag กันมากขึ้น แต่ HTML5 ให้ความหวังเราอีกครั้งกับ Tag ใหม่ๆ ที่ Bot จะมุ่งหน้าไปหา

HTML5 คืออะไร

HTML5 จริงๆ แล้วมันก็คือ HTML ปรกติที่เราใช้งานกันนั่นแหละครับเห็นชื่อมันมาใหม่ๆ ไม่ต้องไปกลัวมัน แต่มันเป็นภาษาที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมา
ใหม่โดยจะมี Tag ใหม่ๆ เพิ่มเติมขึ้นมาเพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานมากยิ่งขึ้น HTML5 ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นภาษามาร์กอัปสำหรับ WWW รุ่นต่อไปของ HTML ถูกพัฒนาขึ้นในปี 2004 โดยกลุ่ม WHATWG(The Web Hypertext Application Technology Working Group) โดยเรียกชื่อว่า Web applications 1.0 โดยดราฟต์แรกได้ปรากฏออกมาเมื่อ 22 มกราคม พ.ศ. 2551